ทั่วไป

อาการโรคไตจากเบาหวาน: 8 สัญญาณเตือนที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องสังเกต

5 มิถุนายน 2569 8 นาที· ระตินัยคลินิก
อาการโรคไตจากเบาหวาน: 8 สัญญาณเตือนที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องสังเกต

หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง "โรคไตจากเบาหวาน" อาจกลายเป็นแผลเป็นเรื้อรังที่กัดกินคุณภาพชีวิตของคุณไปตลอดกาลครับ

ประเด็นสำคัญ

  • การตรวจพบโปรตีนรั่ว (Albuminuria) เป็นสัญญาณแรกสุดที่ต้องระวัง
  • อาการบวม (Edema) มักเริ่มจากเท้า ขา และหนังตาในตอนเช้า
  • ปัสสาวะมีฟองละเอียดและคงอยู่นานสื่อถึงการสูญเสียโปรตีนไข่ขาว
  • ความดันโลหิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นทั้งสาเหตุและอาการของไตเสื่อม

เคยสังเกตไหม… ปัสสาวะที่มีฟองผิดปกติหรืออาการเท้าบวมเล็กน้อยที่ดูเหมือนเรื่องเล็กในตอนเย็น แต่กลับเป็นสัญญาณสะท้อนถึงวิกฤตการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นภายในร่างกายของผู้ป่วยเบาหวานครับ

หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง "โรคไตจากเบาหวาน" อาจกลายเป็นแผลเป็นเรื้อรังที่กัดกินคุณภาพชีวิตของคุณไปตลอดกาลครับ

คำตอบสั้น ๆ: อาการโรคไตจากเบาหวาน (Diabetic Kidney Disease) มักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก แต่จะเริ่มสังเกตได้เมื่อระดับการกรองของไต (eGFR) ลดลงต่ำกว่า 60 และมีการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ (Microalbuminuria) มากกว่า 30 mg/g สัญญาณเตือนหลักคือปัสสาวะเป็นฟองจัด บวมตามเท้าและหนังตา อ่อนเพลียผิดปกติ และความดันโลหิตที่ควบคุมได้ยากขึ้นครับ

  • การตรวจพบโปรตีนรั่ว (Albuminuria) เป็นสัญญาณแรกสุดที่ต้องระวัง
  • อาการบวม (Edema) มักเริ่มจากเท้า ขา และหนังตาในตอนเช้า
  • ปัสสาวะมีฟองละเอียดและคงอยู่นานสื่อถึงการสูญเสียโปรตีนไข่ขาว
  • ความดันโลหิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นทั้งสาเหตุและอาการของไตเสื่อม

ทำความเข้าใจอาการโรคไตจากเบาหวาน

โรคไตจากเบาหวาน หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า Diabetic Nephropathy คือภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดขนาดเล็กที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของผู้ป่วยเบาหวานทั้งชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ครับ ไตของเราเปรียบเสมือนเครื่องกรองน้ำอัจฉริยะที่ทำหน้าที่คัดกรองของเสียออกจากกระแสเลือดแล้วขับออกทางปัสสาวะ พร้อมกับรักษาสมดุลของน้ำ เกลือแร่ และสารอาหารสำคัญเอาไว้

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน น้ำตาลส่วนเกินจะเข้าไปทำลาย "เนฟรอน" (Nephron) ซึ่งเป็นหน่วยกรองหน่วยเล็กๆ นับล้านหน่วยในไต ทำให้ผนังหลอดเลือดฝอยหนาตัวขึ้นจนรูรั่วกว้างขึ้น ระยะนี้เองที่คุณจะเริ่มสังเกตเห็น อาการของโรคเบาหวาน ที่รุนแรงขึ้นควบคู่ไปกับปัญหาเรื่องการเผาผลาญครับ

ความน่ากลัวของโรคนี้คือ "มฤตยูเงียบ" เนื่องจากในระยะที่ 1 ถึงระยะที่ 3 ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ เลย ร่างกายจะพยายามปรับตัวจนกระทั่งเนื้อเยื่อไตถูกทำลายไปมากกว่า 50-70% สัญญาณเตือนจึงจะเริ่มปรากฏชัดเจนจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันครับ

สาเหตุ / กลไก

กลไกการเกิดโรคไตเสื่อมจากเบาหวานมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายระบบในร่างกายครับ โดยหลักๆ แบ่งออกเป็น 3 ปัจจัยสำคัญ:

  1. กลไกทางเมตาบอลิก (Metabolic Pathway): เมื่อน้ำตาลในเลือดสูง น้ำตาลจะไปจับกับโปรตีนในผนังหลอดเลือด เกิดเป็นสารที่เรียกว่า AGEs (Advanced Glycation End-products) สารนี้จะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในหน่วยกรองไต (Glomerulus)
  2. กลไกทางพยาธิสรีรวิทยา (Hemodynamic Pathway): น้ำตาลที่สูงส่งผลให้ความดันภายในหน่วนไตเพิ่มสูงขึ้น (Intraglomerular Hypertension) เปรียบเหมือนเราเปิดน้ำเข้าสายยางด้วยแรงดันที่สูงเกินไปจนสายยางเริ่มปริแตก ทำให้โปรตีนที่ควรจะเก็บไว้ในเลือดรั่วออกมาในปัสสาวะ
  3. กลไกทางสายพันธุ์และสิ่งแวดล้อม: ความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการควบคุม และการสูบบุหรี่ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ไตเสื่อมสภาพเร็วขึ้นหลายเท่าตัวครับ

ในทางแพทย์แผนไทย เรามองว่าอาการนี้เกิดจาก "ตโชกสิณ" (ธาตุไฟ) ที่สูงเกินไปจากการรับประทานอาหารรสหวานและแป้งจัด จนไปแผดเผา "อาโปธาตุ" (ธาตุน้ำ) ซึ่งหมายถึงน้ำเหลืองและปัสสาวะ ทำให้เกิดความร้อนสะสมในกระแสเลือด ส่งผลให้ไตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางเดินปัสสาวะเสื่อมโทรมลงครับ

อาการและสัญญาณเตือน

เมื่อเราพูดถึง diabetic kidney disease symptoms หรืออาการของโรคไตจากเบาหวาน ผมอยากให้คุณลองสำรวจตัวเองผ่าน 8 สัญญาณเตือนสำคัญดังนี้ครับ:

1. ปัสสาวะเป็นฟองละเอียด (Foamy Urine)

นี่คือสัญญาณแรกที่พบบ่อยที่สุดครับ ฟองในปัสสาวะที่เป็นสัญญาณของโรคไตจะมีลักษณะคล้าย "ฟองเบียร์" หรือ "ฟองสบู่" คือเป็นฟองละเอียด เล็กๆ และที่สำคัญคือ "ไม่หายไปแม้จะทิ้งไว้สักพัก" หรือราดน้ำแล้วฟองยังคงอยู่ สัญญาณนี้เกิดจากภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ (Albuminuria) เนื่องจากหน่วยกรองไตพังจนกั้นไข่ขาวไม่ได้

2. อาการบวมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย (Edema)

ในช่วงแรกอาจสังเกตเห็นได้จาก "รอยถุงเท้า" ที่ลึกผิดปกติ หรือรองเท้าที่เคยใส่ได้กลับคับขึ้นในตอนเย็น ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนเช้าอาจพบว่ามีอาการ "ตาบวม" หรือหนังตาเริ่มย้อย เนื่องจากไตไม่สามารถขับน้ำและเกลือแร่ (โซเดียม) ออกได้ตามปกติ ทำให้เกิดน้ำค้างในเนื้อเยื่อครับ

3. ความดันโลหิตสูงขึ้นกะทันหันหรือควบคุมยาก

หากคุณเคยคุมความดันได้ดีมาตลอด แต่อยู่ๆ ความดันกลับสูงพุ่งพรวด หรือต้องเพิ่มขนาดยาความดัน นั่นอาจเป็นเพราะไจเริ่มปล่อยเอนไซม์เรนิน (Renin) ออกมามากเกินไปเพื่อพยายามรักษาระดับแรงดันปัสสาวะ แต่มันกลับไปทำให้ความดันโลหิตทั่วร่างกายสูงขึ้นแทน ซึ่งจะยิ่งส่งผลเสียต่อ ภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน ในส่วนอื่นๆ เช่น หัวใจและดวงตาครับ

4. อ่อนเพลียและเหนื่อยง่ายผิดปกติ (Fatigue)

เมื่อไตทำงานได้น้อยลง การสร้างฮอร์โมน "อิริโธรโพอิติน" (Erythropoietin) ที่ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงจะลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้เกิดภาวะ "โลหิตจาง" ร่างกายจึงได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ทำให้คุณรู้สึกเหมือนคนไม่มีแรง สมองตื้อ และอยากนอนตลอดเวลาครับ

5. คลื่นไส้ อาเจียน และเบื่ออาหาร

เมื่อของเสีย (Urea และ Creatinine) สะสมในเลือดมากขึ้น ร่างกายจะพยายามขับออกทางอื่นและส่งผลต่อระบบทางเดินอาหาร ผู้ป่วยมักจะรู้สึกขมในปาก หรือได้กลิ่นแอมโมเนียในลมหายใจ (Uremic fetor) ทำให้ไม่อยากอาหารและคลื่นไส้ โดยเฉพาะในตอนเช้าครับ

6. อาการคันตามผิวหนัง (Itching)

ไม่ใช่การคันจากผื่นคันธรรมดาครับ แต่เป็นอาการคันที่มาจากข้างใน (Pruritus) เกิดจากการสะสมของฟอสฟอรัสในเลือดที่ไตขับไม่ออก ยิ่งเกาผิวก็จะยิ่งแห้งและเป็นแผลได้ง่าย ซึ่งเป็นอันตรายมากสำหรับผู้ป่วยเบาหวานครับ

7. การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการปัสสาวะ

คุณอาจต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะบ่อยขึ้นในตอนกลางคืน (Nycturia) หรือในทางกลับกัน เมื่อเข้าสู่ระยะรุนแรง ปริมาณปัสสาวะในแต่ละวันอาจจะลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดครับ

8. สับสน สมาธิสั้น หรือนอนไม่หลับ

ของเสียที่ตกค้างในร่างกายมีฤทธิ์เป็นพิษต่อระบบประสาท ทำให้เกิดอาการหงุดหงิดง่าย ความจำสั้นลง หรือมีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อในขณะหลับ (Restless legs syndrome) ครับ

ปัจจัยเสี่ยง

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดอาการไตเสื่อมจากเบาหวาน?

  • ระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน: ยิ่งเป็นนานเกิน 10 ปี ความเสี่ยงยิ่งสูงครับ
  • การควบคุมน้ำตาล: หากระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) สูงกว่า 7% อย่างต่อเนื่อง
  • ประวัติครอบครัว: มีญาติสายตรงเป็นโรคไตหรือความดันโลหิตสูง
  • พฤติกรรมการบริโภค: การรับประทานเค็มจัด และการทานยาชุด ยาสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ต่อเนื่อง
  • ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ: หากคุณมีอาการ ตาพร่ามัวจากเบาหวาน หรือการเปลี่ยนแปลงที่จอประสาทตา มักแสดงว่าหลอดเลือดที่ไตก็เริ่มมีปัญหาแล้วเช่นกันครับ

การวินิจฉัย / การตรวจ

ทางการแพทย์แผนปัจจุบันใช้เกณฑ์หลักๆ 2 อย่างในการวินิจฉัยครับ:

  1. การตรวจปัสสาวะหา Albumin (Urine ACR): เพื่อหา "โปรตีนรั่ว" แม้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยที่เรียกว่า Microalbuminuria ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ระยะแรกสุด
  2. การตรวจเลือดหาค่า Creatinine: เพื่อนำไปคำนวณหาค่า eGFR (eEstimated Glomerular Filtration Rate) หรือ "ประสิทธิภาพการกรองของไต" ครับ

การสังเกต อาการของโรคเบาหวาน ควบคู่ไปกับการตรวจแล็บเป็นประจำทุกปี (อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง) คือหัวใจสำคัญของการหยุดยั้งโรคไตก่อนจะถึงระยะล้างไตครับ

ตารางข้อมูลสำคัญ

ตารางแสดงระยะของโรคไตเรื้อรัง (CKD Stages) และความหมายที่ผู้ป่วยควรรู้ครับ:

ระยะ (Stage)ค่าการกรองของไต (eGFR)ความหมายและสิ่งที่ควรทำ
ระยะที่ 1มากกว่า 90ไตยังทำงานปกติ แต่เริ่มตรวจพบโปรตีนรั่ว ต้องคุมน้ำตาลให้เป๊ะครับ
ระยะที่ 260 - 89ไตเริ่มถูกทำลายเล็กน้อย เริ่มมี ภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน อื่นๆ
ระยะที่ 3a45 - 59ไตเสื่อมระดับปานกลาง เริ่มมีอาการบวมและคุมความดันยากขึ้น
ระยะที่ 3b30 - 44ไตเสื่อมปานกลางถึงรุนแรง มักเกิดภาวะโลหิตจางและโรคกระดูก
ระยะที่ 415 - 29ไตเสื่อมรุนแรง ต้องเตรียมตัววางแผนการฟอกไตหรือปลูกถ่ายไตครับ
ระยะที่ 5ต่ำกว่า 15ไตวายระยะสุดท้าย ร่างกายไม่สามารถขับของเสียได้เองแล้ว

แนวทางการรักษา / การดูแล

การรักษาที่ระตินัยคลินิก เราใช้วิธีการแบบองค์รวมที่ประสานความแม่นยำของแผนปัจจุบันเข้ากับความละเมียดละไมของแผนไทยครับ

1. การรักษาด้วยยาและโภชนาการ (แผนปัจจุบัน):

  • การควบคุมความดัน: แพทย์มักสั่งยาในกลุ่ม ACE inhibitors หรือ ARBs เพื่อช่วยลดแรงดันในหน่วยไตและลดการรั่วของโปรตีน
  • การควบคุมน้ำตาล: การใช้ยากลุ่มใหม่ๆ เช่น SGLT2 inhibitors ซึ่งมีผลการวิจัยชัดเจนว่าช่วยชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวานได้ดีครับ
  • โภชนาการเฉพาะโรค: การจำกัดโปรตีนให้อยู่ในระดับ 0.6-0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ต่อวัน และการคุมเค็ม (โซเดียมไม่เกิน 2,000 มก./วัน)

2. การดูแลตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย (ผสมผสาน):

  • การปรับสมดุลธาตุ: เน้นการลดความร้อนในร่างกาย (ลดธาตุไฟ) ด้วยการใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็นจืด เช่น หญ้าหนวดแมว (ช่วยขับปัสสาวะและลดกรดยูริก) หรือใบย่านาง เพื่อช่วยดับพิษร้อน แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์แผนไทยอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้ไตทำงานหนักเกินไปครับ
  • การใช้ตำรับยาแก้เบาหวาน: ที่มีส่วนช่วยในการฟื้นฟูระบบการไหลเวียนของโลหิตและน้ำเหลือง ช่วยลดอาการบวมน้ำ
  • หัตถการเบาตัว: การนวดกดจุดสัญญาณเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด แต่จะหลีกเลี่ยงบริเวณที่บวมเป่งหรือแผลเบาหวาน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดครับ

การป้องกันและดูแลตนเอง

การป้องกันดีกว่าการรักษาเสมอครับ โดยเฉพาะเมื่อไตเสียหายไปแล้ว การกู้คืนกลับมาทำได้ยากมาก:

  1. คุมน้ำตาลค้าง (HbA1c): พยายามรักษาให้ต่ำกว่า 7.0% หรือตามที่แพทย์แนะนำ
  2. งดสูบบุหรี่เด็ดขาด: บุหรี่คือศัตรูหมายเลขหนึ่งของหลอดเลือดไตครับ
  3. ดื่มน้ำสะอาด: ให้เพียงพอ (ประมาณ 8-10 แก้ว) เว้นแต่แพทย์จะสั่งจำกัดน้ำในระยะบวม
  4. เลี่ยงยาอันตราย: อย่าซื้อยาแก้ปวดข้อ ปวดเส้น ทานเองเด็ดขาด เพราะกลุ่มนี้ทำลายไตโดยตรง
  5. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: เดินเร็วหรือแกว่งแขนวันละ 30 นาที ช่วยเรื่องความดันและการนำน้ำตาลไปใช้ครับ

หากคุณมีอาการ ชาปลายมือปลายเท้าจากเบาหวาน ด้วย แนะนำให้ระมัดระวังเรื่องการเดินเพื่อป้องกันแผลที่อาจตามมาครับ

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

หากคุณมีอาการ "Red Flags" ต่อไปนี้ ต้องรีบพบแพทย์ด่วนครับ:

  • ปัสสาวะไม่ออกเลย หรือออกน้อยมากผิดปกติ
  • หายใจหอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้ (น้ำท่วมปอด)
  • มีอาการชัก สับสน หรือซึมลงอย่างรวดเร็ว
  • ความดันโลหิตสูงเกิน 180/110 mmHg พร้อมปวดศีรษะรุนแรง
  • ใจสั่นจากการที่โพแทสเซียมในเลือดสูงเกินไป

คำถามที่พบบ่อย

Q1: ปัสสาวะเป็นฟองคือเป็นโรคไตแน่นอนใช่ไหม? A: ไม่เสมอไปครับ บางครั้งอาจเกิดจากการปัสสาวะแรง ความเข้มข้นปัสสาวะสูง หรือหลังการออกกำลังกายหนัก แต่ถ้าฟองคงอยู่นานเกิน 5 นาทีและเป็นทุกครั้ง ควรมาตรวจปัสสาวะเพื่อยืนยันครับ

Q2: ถ้าค่า eGFR เริ่มต่ำลง จะกลับมาปกติได้ไหม? A: หากอยู่ในระยะที่ 1-3 การคุมน้ำตาลและความดันอย่างเข้มงวดสามารถชะลอการเสื่อมและบางครั้งอาจกู้คืนค่ามาได้บ้างครับ แต่ถ้าถึงระยะที่ 4-5 เป้าหมายคือการรักษาเสถียรภาพไม่ให้ทรุดเร็วครับ

Q3: คนเป็นเบาหวานทำไมต้องคุมเค็ม ในเมื่อน้ำตาลคือต้นเหตุ? A: เพราะเกลือ (โซเดียม) ทำให้ร่างกายอมน้ำและเพิ่มความดันโลหิต ซึ่งความดันที่สูงจะไปทำลายหลอดเลือดเล็กๆ ในไตเหมือนเครื่องดันน้ำแรงสูงที่ทำให้ท่อพังครับ

Q4: อาการคันตามผิวหนังของโรคไต ต่างจากภูมิแพ้อย่างไร? A: อาการคันจากโรคไตมักไม่มีผื่นชัดเจน (เว้นแต่จะเกาจนเป็นรอย) มักคันจากข้างในตัวและไม่หายหลังทานยาลดน้ำมูกหรือทายาแก้คันทั่วไปครับ

Q5: กินยาเบาหวานมากๆ จะทำให้ไตพังไหม? A: นี่คือความเชื่อที่ผิดครับ ตัว "โรคเบาหวาน" ต่างหากที่ทำลายไต ยาแผนปัจจุบันส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้ปลอดภัยต่อไต หรือแพทย์จะปรับลดยาหากไตเสื่อม การหยุดยาเองต่างหากที่จะทำให้ไตพังเร็วขึ้นครับ

Q6: สมุนไพรไทยช่วยรักษาไตจากเบาหวานได้จริงหรือ? A: สมุนไพรมีบทบาทในการช่วยขับปัสสาวะและลดการอักเสบ แต่ต้องใช้ตำรับที่ถูกต้องและได้มาตรฐาน หากใช้สมุนไพรไม่มีที่มาหรือสมุนไพรป่นเอง อาจได้รับสารปนเปื้อนที่ส่งผลเสียต่อไตได้ครับ

Q7: ทำไมคนเป็นโรคไตถึงซีดและเพลีย? A: เพราะเมื่อไตเสื่อม ร่างกายจะไม่สามารถผลิตฮอร์โมน EPO ที่สั่งการให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงได้ ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางครับ

Q8: กินโปรตีนจากปลาดีกว่าหมูจริงไหมถ้าเริ่มมีอาการไตเสื่อม? A: จริงครับ โปรตีนจากปลาหรือไข่ขาวเป็นโปรตีนคุณภาพสูงที่ย่อยง่ายและทิ้งกากของเสีย (ยูเรีย) น้อยกว่าเนื้อแดง ช่วยให้ไตไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไปครับ

Q9: อาการบวมจากโรคไต ต่างจากบวมเพราะยืนนานอย่างไร? A: บวมเพราะยืนนานมักหายไปหลังยกขาสูงหรือพักผ่อนตอนนอน แต่บวมจากโรคไตมักจะบวมตลอดเวลา และถ้ากดไปที่เนื้อหน้าแข็งแล้วบุ๋มเกลี่ยไม่คืนตัวทันที (Pitting edema) แสดงว่ามีน้ำค้างในเนื้อเยื่อมากครับ

Q10: โรคไตจากเบาหวานส่งผลต่อสายตาด้วยไหม? A: สัมพันธ์กันอย่างยิ่งครับ เพราะทั้งไตและตาต่างประกอบด้วยหลอดเลือดฝอยเล็กๆ หากไตเริ่มพัง มักจะพบอาการ สายตาเปลี่ยนแปลงจากเบาหวาน ร่วมด้วยเสมอครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง

อย่ารอให้ร่างกายส่งเสียงร้องประท้วงด้วยความเจ็บปวด เพราะในเรื่องของไต "ไม่มีอาการ ไม่ได้แปลว่าไม่เป็น" ครับ หมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ และเข้ารับการตรวจประสิทธิภาพการทำงานของไตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้คุณยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรงและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขต่อไปครับ ด้วยความปรารถนาดีจากระตินัยคลินิกครับ

หน้าหลักของหัวข้อนี้

← กลับไปหน้าหลัก: ภาวะแทรกซ้อนเบาหวาน: ตา ไต เท้า หัวใจ และเส้นประสาท

บทความแนะนำ

พร้อมจะดูแลตัวเองหรือยัง?

ปรึกษาแพทย์แผนไทยที่ได้รับใบอนุญาต ระตินัยคลินิก ปทุมธานี

สรุปสั้น & แชร์ต่อ

คัดลอกหรือส่งต่อให้คนที่บ้านได้ทันที

สรุปสั้น: อาการโรคไตจากเบาหวาน: 8 สัญญาณเตือนที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องสังเกต

อาการโรคไตจากเบาหวาน (Diabetic Kidney Disease) มักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก แต่จะเริ่มสังเกตได้เมื่อระดับการกรองของไต (eGFR) ลดลงต่ำกว่า 60 และมีการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ (Microalbuminuria) มากกว่า 30 mg/g สัญญาณเตือนหลักคือปัสสาวะเป็นฟองจัด บวมตามเท้าและหนังตา อ่อนเพลียผิดปกติ และความดันโลหิตที่ควบคุมได้ยากขึ้นครับ

แชร์ให้ครอบครัว

อาการโรคไตจากเบาหวาน (Diabetic Kidney Disease) มักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก แต่จะเริ่มสังเกตได้เมื่อระดับการกรองของไต (eGFR) ลดลงต่ำกว่า 60 และมีการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ (Microalbuminuria) มากกว่า 30 mg/g สัญญาณเตือนหลักคือปัสสาวะเป็นฟองจัด บวมตามเท้าและหนังตา อ่อนเพลียผิดปกติ และความดันโลหิตที่ควบคุมได้ยากขึ้นครับ อ่านฉบับเต็มจากระตินัยคลินิก ปทุมธานี

บทความที่เกี่ยวข้อง

รายชื่อยาเบาหวานทุกกลุ่ม: ข้อดี ข้อเสีย และการเลือกใช้
ทั่วไป

รายชื่อยาเบาหวานทุกกลุ่ม: ข้อดี ข้อเสีย และการเลือกใช้

ยาเบาหวานชนิดที่ 2 แบ่งเป็น 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ Metformin, SGLT2 inhibitors, GLP-1 receptor agonists, DPP-4 inhibitors, Sulfonylureas, Thiazolidinediones (TZD) และ Insulin แพทย์เลือกตามค่า HbA1c โรคร่วม น้ำหนัก และความเสี่ยงโรคหัวใจ Metformi

7 มิ.ย. 2569 12 นาที
อ่านต่อ
คู่มือฉีดอินซูลินที่บ้าน: เทคนิค ตำแหน่งฉีด และข้อควรระวัง
ทั่วไป

คู่มือฉีดอินซูลินที่บ้าน: เทคนิค ตำแหน่งฉีด และข้อควรระวัง

การฉีดอินซูลินที่บ้านทำได้ง่ายด้วยปากกาอินซูลิน (Insulin Pen) ฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา หรือสะโพก หมุนตำแหน่งทุกครั้งเพื่อป้องกัน Lipohypertrophy อินซูลินที่ใช้แล้วเก็บอุณหภูมิห้องได้ 28 วัน ส่วนขวดที่ยังไม่เปิดต้องเก็บใน

7 มิ.ย. 2569 12 นาที
อ่านต่อ
สมุนไพรรักษาเบาหวาน: หลักฐานวิทยาศาสตร์และข้อควรระวัง
ทั่วไป

สมุนไพรรักษาเบาหวาน: หลักฐานวิทยาศาสตร์และข้อควรระวัง

สมุนไพรไทยที่มีงานวิจัยช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้แก่ มะระขี้นก อบเชย กระชายดำ ขมิ้นชัน และฟ้าทะลายโจร แต่ผลลด HbA1c ไม่เกิน 0.3-0.5% และต้องใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบัน ห้ามหยุดยาเองเพราะเสี่ยงน้ำตาลสูงเฉียบพลันและภาวะแทรกซ้อน

7 มิ.ย. 2569 12 นาที
อ่านต่อ