แนวทางการรักษาเบาหวานครบทุกขั้นตอน: ยา อินซูลิน อาหาร และการดูแลตนเอง

การรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 ใช้ยา Metformin เป็นยาแรก ร่วมกับการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และตรวจ HbA1c ทุก 3-6 เดือน เป้าหมายคือ HbA1c < 7% และ FPG 80-130 mg/dL หากคุมไม่ได้แพทย์จะพิจารณาเพิ่มยากลุ่ม SGLT2, GLP-1 หรืออินซูลินตามความเหมาะสม
ประเด็นสำคัญ
- รักษาเบาหวานประกอบด้วย 4 ส่วน: อาหาร ออกกำลังกาย ยา และตรวจติดตาม
- เป้าหมาย HbA1c ส่วนใหญ่คือต่ำกว่า 7% ปรับตามอายุและโรคร่วม
- ออกกำลังกาย 150 นาทีต่อสัปดาห์ลดน้ำตาลและความดันได้ชัดเจน
- ตรวจตา ไต เท้า อย่างน้อยปีละครั้งเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
- ทีมรักษาประกอบด้วยแพทย์ พยาบาล นักโภชนาการ และเภสัชกร
คำตอบสั้น ๆ
การรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 ใช้ยา Metformin เป็นยาแรก ร่วมกับการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และตรวจ HbA1c ทุก 3-6 เดือน เป้าหมายคือ HbA1c < 7% และ FPG 80-130 mg/dL หากคุมไม่ได้แพทย์จะพิจารณาเพิ่มยากลุ่ม SGLT2, GLP-1 หรืออินซูลินตามความเหมาะสม
เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องอาศัยการรักษาแบบองค์รวม ทั้งยา การปรับพฤติกรรม และการติดตามค่าน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ บทความนี้รวมแนวทางการรักษาเบาหวานทั้งหมดในที่เดียว ตั้งแต่การวินิจฉัย การเลือกยา จนถึงการป้องกันภาวะแทรกซ้อน
เป้าหมายการรักษาเบาหวาน
เป้าหมายหลักของการรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes) คือการควบคุมระดับน้ำตาลให้ใกล้เคียงปกติเพื่อชะลอภาวะแทรกซ้อน ค่าที่ใช้ติดตามที่สำคัญที่สุดคือ HbA1c (เฉลี่ย 3 เดือน) ซึ่งสมาคมเบาหวานแห่งประเทศไทยแนะนำให้ต่ำกว่า 7% ในผู้ใหญ่ทั่วไป ส่วนค่า FPG (Fasting Plasma Glucose) ควรอยู่ระหว่าง 80-130 mg/dL และ PPG (Postprandial 2 ชั่วโมงหลังอาหาร) ไม่เกิน 180 mg/dL ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคร่วมหลายโรคอาจปรับเป้าหมายให้สูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อลดความเสี่ยงน้ำตาลต่ำ (Hypoglycemia) นอกจากค่าน้ำตาลแล้ว ยังต้องดูแลความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 130/80 mmHg ไขมัน LDL ต่ำกว่า 100 mg/dL และน้ำหนักตัวที่เหมาะสม
การรักษาด้วยยา: ขั้นบันได 5 ระดับ
แพทย์จะเริ่มจากยา Metformin ขนาด 500 mg วันละ 1-2 ครั้งหลังอาหาร แล้วค่อย ๆ เพิ่มขนาดจนถึง 2,000 mg/วัน หากค่า HbA1c ยังเกิน 7% หลังใช้ยา 3 เดือน แพทย์จะพิจารณาเพิ่มยากลุ่มที่สอง เช่น SGLT2 inhibitors (Empagliflozin, Dapagliflozin) ที่ช่วยขับน้ำตาลทางปัสสาวะและลดความเสี่ยงโรคหัวใจ หรือ GLP-1 receptor agonists (Liraglutide, Semaglutide) ที่ช่วยลดน้ำหนัก หากยังคุมไม่ได้ จึงเพิ่ม Sulfonylurea หรือ DPP-4 inhibitor และขั้นสุดท้ายคือการเริ่มฉีดอินซูลินพื้นฐาน (Basal Insulin) ดูรายละเอียดยาเบาหวานทั้งหมดในบทความ รายชื่อยาเบาหวาน
อินซูลิน: เมื่อไหร่ต้องเริ่มฉีด
การฉีดอินซูลินไม่ใช่สัญญาณว่าโรครุนแรงเสมอไป แพทย์จะเริ่มอินซูลินเมื่อ HbA1c สูงกว่า 10% ขึ้นไป มีน้ำตาลในเลือดสูงรุนแรง มีอาการน้ำหนักลด หิวน้ำมาก หรือพบภาวะ DKA (Diabetic Ketoacidosis) อินซูลินช่วยให้ตับอ่อนได้พัก และมักลดขนาดได้เมื่อค่าน้ำตาลกลับมาคงที่ อ่านวิธีฉีดอย่างละเอียดที่ คู่มือฉีดอินซูลิน
การปรับอาหารและออกกำลังกาย
การควบคุมอาหารคือพื้นฐานของการรักษาเบาหวาน หลักการคือเลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต) แทนคาร์โบไฮเดรตขัดสี งดเครื่องดื่มน้ำตาลและขนมหวาน เพิ่มผัก โปรตีนไม่ติดมัน และไขมันดี (น้ำมันมะกอก ถั่ว) ใช้หลัก "จาน 1/2 ผัก 1/4 ข้าว 1/4 โปรตีน" สำหรับการออกกำลังกาย ควรทำอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น เดินเร็ว 30 นาที 5 วัน/สัปดาห์ ร่วมกับการเล่นเวท 2 ครั้ง/สัปดาห์
การติดตามค่าน้ำตาลที่บ้าน
การวัดน้ำตาลปลายนิ้ว (SMBG: Self-Monitoring of Blood Glucose) ช่วยให้ผู้ป่วยเห็นผลของอาหารและยาทันที ผู้ใช้อินซูลินควรวัดวันละ 2-4 ครั้ง ส่วนผู้ใช้ยากินอาจวัดเฉพาะเมื่อสงสัยว่าน้ำตาลผิดปกติ เลือกเครื่องวัดที่อ่านง่ายและจดบันทึกเพื่อนำไปพบแพทย์ อ่านรีวิวเครื่องวัดที่บ้านที่ เครื่องตรวจน้ำตาลที่บ้าน
การป้องกันภาวะแทรกซ้อน
เบาหวานที่คุมไม่ดีจะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนทั้งหลอดเลือดเล็ก (จอประสาทตา ไต ปลายประสาท) และหลอดเลือดใหญ่ (หัวใจ สมอง เส้นเลือดขา) จึงควรตรวจคัดกรองทุกปี ได้แก่ ตรวจจอประสาทตา ตรวจปัสสาวะหา Microalbuminuria ตรวจเท้า และตรวจไขมันในเลือด หากเริ่มมีอาการผิดปกติให้ปรึกษาแพทย์ทันที ดู อาการเบาหวาน และ ภาวะแทรกซ้อน
การแพทย์แผนไทยเสริม
การใช้สมุนไพรเสริม เช่น มะระขี้นก ฟ้าทะลายโจร อบเชย ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอเพราะอาจมีผลต่อระดับน้ำตาลและตับ ห้ามหยุดยาแผนปัจจุบันเอง อ่านรายละเอียดที่ สมุนไพรรักษาเบาหวาน
การพบแพทย์และเตรียมตัว
ควรพบแพทย์ทุก 3-6 เดือนเพื่อตรวจ HbA1c ทบทวนยา และวางแผนรักษา ดูรายการสิ่งที่ต้องเตรียมที่ เช็กลิสต์พบหมอเบาหวาน สำหรับผู้ที่อยู่ในระยะเริ่มต้น (Prediabetes) มีโอกาสเข้าสู่ระยะสงบ (Remission) ได้ ดู เบาหวานหายขาดได้ไหม
การควบคุมระดับน้ำตาลช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนอย่างไร
เป้าหมายหลักของการรักษาเบาหวานคือการรักษาระดับน้ำตาลให้คงที่ โดยใช้ตัวชี้วัดสองตัวคือ HbA1c (เฉลี่ย 3 เดือน, เป้าหมายส่วนใหญ่ < 7%) และ FPG (น้ำตาลก่อนอาหารเช้า, เป้าหมาย 80–130 mg/dL) เมื่อค่าทั้งสองอยู่ในเกณฑ์ ความเสี่ยงของ Diabetic Retinopathy, Diabetic Nephropathy และ Diabetic Neuropathy จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญตามการศึกษา DCCT/UKPDS ขณะเดียวกันการคุมความดันและไขมัน LDL ช่วยลดความเสี่ยง Cardiovascular Disease และ Stroke ได้เพิ่มเติม ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 บางรายที่ลดน้ำหนัก 10–15% ภายในระยะแรกของโรค อาจเข้าสู่ภาวะ Diabetes Remission (HbA1c < 6.5% โดยไม่ต้องใช้ยา) ซึ่งลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนระยะยาวลงอีก
ดูภาวะแทรกซ้อนแต่ละกลุ่มที่การรักษาช่วยป้องกันได้:
- เบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy) — สัญญาณเตือนทางสายตาและการตรวจคัดกรองประจำปี
- โรคไตจากเบาหวาน (Diabetic Nephropathy) — ติดตาม eGFR และ UACR เพื่อชะลอการเสื่อมของไต
- ปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน (Diabetic Neuropathy) — อาการชา ปวดแสบ และการดูแล
- แผลเบาหวานที่เท้า (Diabetic Foot Ulcer) — ป้องกันการตัดขาด้วยการตรวจเท้าสม่ำเสมอ
- โรคหัวใจและหลอดเลือดจากเบาหวาน (Cardiovascular Disease) — ลดความเสี่ยง MACE ด้วยการคุม LDL และความดัน
- ความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) — สัญญาณ FAST และการป้องกัน
มุมมองการแพทย์แผนไทยประยุกต์
แนวทางรักษาเบาหวานในประเทศไทยรวมแพทย์แผนปัจจุบันเป็นเสาหลัก แพทย์แผนไทยประยุกต์ทำหน้าที่เสริมในด้านพฤติกรรม โภชนาการ และการดูแลคุณภาพชีวิต ภายใต้แนวทางกรมการแพทย์แผนไทยฯ (DTAM) เพื่อช่วยให้ HbA1c และ FPG อยู่ในเป้าหมาย
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
- [Cochrane] Ooi CP, Yassin Z, Hamid TA (2012). Momordica charantia for type 2 diabetes mellitus. Cochrane Database of Systematic Reviews, (8):CD007845. PMID: 22895968. ลิงก์
- [WHO] World Health Organization (2016). Global Report on Diabetes. Geneva: WHO. ISBN 978-92-4-156525-7. ลิงก์
- [Cochrane] Leach MJ, Kumar S (2012). Cinnamon for diabetes mellitus. Cochrane Database of Systematic Reviews, (9):CD007170. PMID: 22972104. ลิงก์
- [DTAM] กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (2568). แนวทางปฏิบัติเวชกรรมไทยในการดูแลผู้ป่วยในหน่วยบริการปฐมภูมิด้วยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. ลิงก์
- [PubMed] Allen RW, Schwartzman E, Baker WL, Coleman CI, Phung OJ (2013). Cinnamon use in type 2 diabetes: an updated systematic review and meta-analysis. Annals of Family Medicine, 11(5):452–459. PMID: 24019277. ลิงก์
ข้อจำกัดและคำเตือนทางการแพทย์
- การแพทย์แผนไทยประยุกต์ใช้เพื่อการดูแลสุขภาพร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบัน ไม่ใช่การทดแทนการรักษาหลัก
- ไม่มีสมุนไพรหรือศาสตร์ใดที่พิสูจน์ได้ว่ารักษาเบาหวานหรือภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานให้หายขาด
- ห้ามหยุดหรือลดขนาดยาเบาหวาน/อินซูลิน/ยาความดัน/ยาไขมัน ด้วยตัวเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์ผู้รักษา
- หากใช้สมุนไพรไทยร่วมกับยาแผนปัจจุบัน ควรแจ้งแพทย์และเภสัชกรเพื่อเฝ้าระวังปฏิกิริยาระหว่างยาและภาวะน้ำตาลต่ำ
- ข้อมูลในส่วนนี้เป็นการรวบรวมหลักฐานเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์รายบุคคล
ประเด็นสำคัญ
- คุม HbA1c ให้ใกล้ < 7% และ FPG 80–130 mg/dL ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังได้ชัดเจน
- Hyperglycemia เรื้อรังคือกลไกหลักที่ทำลายหลอดเลือดเล็กในตา ไต และปลายประสาท
- ตรวจคัดกรอง Diabetic Retinopathy, Diabetic Nephropathy และเท้าอย่างน้อยปีละครั้ง
- คุมความดันและ LDL ลดความเสี่ยง Cardiovascular Disease และ Stroke
- เบาหวานชนิดที่ 2 บางรายเข้าสู่ Diabetes Remission ได้หากลดน้ำหนัก 10–15% ในช่วงต้น
- การกินอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนหรือ DASH ช่วยทั้งคุมน้ำตาลและลดเหตุการณ์หัวใจ
- การดูแลร่วมระหว่างแพทย์ พยาบาล นักโภชนาการ และผู้ป่วยให้ผลดีที่สุด
Speakable Summary
คำถามที่เกี่ยวข้อง
- ตรวจคัดกรอง Diabetic Retinopathy ควรเริ่มเมื่อไรและบ่อยแค่ไหน?
- ค่า eGFR และ UACR เท่าไรจึงเรียกว่า Diabetic Nephropathy ระยะเริ่มต้น?
- อาการชาปลายเท้าจาก Diabetic Neuropathy ต่างจากเส้นประสาทถูกกดทับอย่างไร?
- ผู้ป่วยเบาหวานควรประเมินความเสี่ยง Cardiovascular Disease และ Stroke ด้วยเครื่องมือใด?
- การลดน้ำหนักเพื่อหวัง Diabetes Remission ต้องลดเท่าไรและภายในกี่ปี?
คำถามที่พบบ่อย
เบาหวานรักษาหายได้ไหม
เบาหวานชนิดที่ 2 ในระยะเริ่มต้น อาจเข้าสู่ระยะสงบ (Remission) ได้หากลดน้ำหนัก 10-15% ของน้ำหนักตัว ปรับอาหาร และออกกำลังกายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะภายใน 5 ปีแรกหลังวินิจฉัย แต่ "หายขาด" ในความหมายที่ไม่ต้องระวังอาหารเลยนั้นเป็นไปได้ยาก แม้ HbA1c กลับมาต่ำกว่า 6.5% โดยไม่ต้องใช้ยา ก็ยังต้องตรวจติดตามทุกปีเพราะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
ยา Metformin ต้องกินตลอดชีวิตไหม
ส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำให้กินต่อเนื่องเพราะ Metformin ปลอดภัยและมีหลักฐานช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยลดน้ำหนักได้มาก ค่า HbA1c ต่ำกว่า 6% ติดต่อกัน 6 เดือน แพทย์อาจพิจารณาลดขนาดหรือหยุดยาชั่วคราว ห้ามหยุดยาเอง
ฉีดอินซูลินแล้วจะเลิกได้ไหม
ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เริ่มอินซูลินเพราะน้ำตาลสูงเฉียบพลัน เมื่อค่าน้ำตาลกลับมาคงที่ แพทย์มักลดขนาดหรือเปลี่ยนเป็นยากินได้ แต่ผู้ที่เป็นมานานหรือเบาหวานชนิดที่ 1 จะต้องใช้อินซูลินตลอดชีวิต
HbA1c ที่ดีควรเป็นเท่าไหร่
เป้าหมายมาตรฐานคือ HbA1c < 7% สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป ผู้สูงอายุที่มีโรคร่วมมากอาจอยู่ที่ 7.5-8% เพื่อลดความเสี่ยงน้ำตาลต่ำ และผู้ป่วยอายุน้อยที่เพิ่งเป็นอาจตั้งเป้าที่ < 6.5%
ค่าน้ำตาลก่อนอาหารควรเท่าไหร่
FPG (Fasting Plasma Glucose) ควรอยู่ระหว่าง 80-130 mg/dL หากต่ำกว่า 70 mg/dL ถือว่าน้ำตาลต่ำ (Hypoglycemia) ต้องกินน้ำตาลทันที หากสูงเกิน 180 mg/dL ก่อนอาหารบ่อย ๆ ควรพบแพทย์ปรับยา
ค่าน้ำตาลหลังอาหารควรเท่าไหร่
PPG (Postprandial Plasma Glucose) ที่ 2 ชั่วโมงหลังอาหารควรต่ำกว่า 180 mg/dL หากสูงกว่านี้บ่อย ๆ แสดงว่าอาหารมีคาร์โบไฮเดรตมากเกินไปหรือยายังไม่พอ
Prediabetes คืออะไร รักษาอย่างไร
Prediabetes คือภาวะที่น้ำตาลสูงกว่าปกติแต่ยังไม่ถึงเกณฑ์เบาหวาน (FPG 100-125 mg/dL หรือ HbA1c 5.7-6.4%) รักษาด้วยการปรับอาหาร ลดน้ำหนัก 5-7% และออกกำลังกาย 150 นาที/สัปดาห์ สามารถลดความเสี่ยงเป็นเบาหวานเต็มขั้นได้ถึง 58%
Hyperglycemia อันตรายแค่ไหน
Hyperglycemia (น้ำตาลในเลือดสูงเฉียบพลัน > 250 mg/dL) อาจนำไปสู่ภาวะ DKA หรือ HHS ที่อันตรายถึงชีวิต อาการคือ ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำมาก หายใจหอบ คลื่นไส้ สับสน ควรไปโรงพยาบาลทันที
น้ำตาลต่ำ (Hypoglycemia) ทำอย่างไร
หากค่าน้ำตาลต่ำกว่า 70 mg/dL ให้กินน้ำตาล 15 กรัมทันที (น้ำผลไม้ 1/2 แก้ว หรือลูกอม 3-4 เม็ด) รอ 15 นาที วัดซ้ำ หากยังต่ำให้กินซ้ำ และพกน้ำตาลติดตัวเสมอ
ออกกำลังกายแบบไหนดีที่สุดสำหรับคนเป็นเบาหวาน
แบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน 150 นาที/สัปดาห์ ร่วมกับฝึกกล้ามเนื้อ (Resistance Training) 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ ช่วยลด HbA1c ได้ 0.5-0.7%
กินข้าวขาวได้ไหม
กินได้แต่ในปริมาณจำกัด (1/4 ของจาน) แนะนำให้สลับกับข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือควินัวที่มีค่า Glycemic Index ต่ำกว่า
ผลไม้แบบไหนกินได้
ผลไม้ที่หวานน้อย เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล สาลี่ ส้ม เบอร์รี่ กินได้ครั้งละ 1 ส่วน หลีกเลี่ยงทุเรียน ลำไย ขนุน มะม่วงสุก องุ่นที่หวานจัด
ดื่มกาแฟได้ไหม
ดื่มได้แต่ไม่ใส่น้ำตาล กาแฟดำหรือใส่นมไขมันต่ำเล็กน้อย ปริมาณคาเฟอีนวันละ 200-400 mg ถือว่าปลอดภัย
ต้องตรวจอะไรบ้างทุกปี
HbA1c, ไขมัน LDL/HDL/Triglyceride, การทำงานของไต (Creatinine, eGFR, Microalbumin), ตรวจตา (Fundus exam), ตรวจเท้า, ความดันโลหิต และคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
เบาหวานทำให้ตาบอดได้ไหม
ได้ หากไม่ควบคุม จะเกิด Diabetic Retinopathy ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของตาบอดในผู้ใหญ่ ควรตรวจจอประสาทตาทุกปี
เบาหวานกับโรคไตเกี่ยวข้องอย่างไร
เบาหวานเป็นสาเหตุอันดับ 1 ของไตวายเรื้อรัง การควบคุม HbA1c < 7% และความดัน < 130/80 mmHg ช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้มาก
แหล่งข้อมูลและบทความที่เกี่ยวข้อง
- อาการเบาหวาน
- ภาวะแทรกซ้อนของเบาหวาน
- การวินิจฉัยเบาหวาน
- ยา Metformin คืออะไร
- คู่มือฉีดอินซูลินที่บ้าน
- รายชื่อยาเบาหวานทุกกลุ่ม
- สมุนไพรรักษาเบาหวาน
- เครื่องวัดน้ำตาลที่บ้าน
- เช็กลิสต์พบหมอเบาหวาน
- เบาหวานหายขาดได้ไหม
สรุปสำคัญ
- รักษาเบาหวานประกอบด้วย 4 ส่วน: อาหาร ออกกำลังกาย ยา และตรวจติดตาม
- เป้าหมาย HbA1c ส่วนใหญ่คือต่ำกว่า 7% ปรับตามอายุและโรคร่วม
- ออกกำลังกาย 150 นาทีต่อสัปดาห์ลดน้ำตาลและความดันได้ชัดเจน
- ตรวจตา ไต เท้า อย่างน้อยปีละครั้งเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
- ทีมรักษาประกอบด้วยแพทย์ พยาบาล นักโภชนาการ และเภสัชกร
พร้อมจะดูแลตัวเองหรือยัง?
ปรึกษาแพทย์แผนไทยที่ได้รับใบอนุญาต ระตินัยคลินิก ปทุมธานี
สรุปสั้น & แชร์ต่อ
คัดลอกหรือส่งต่อให้คนที่บ้านได้ทันทีสรุปสั้น: แนวทางการรักษาเบาหวานครบทุกขั้นตอน: ยา อินซูลิน อาหาร และการดูแลตนเอง
การรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 ใช้ยา Metformin เป็นยาแรก ร่วมกับการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และตรวจ HbA1c ทุก 3-6 เดือน เป้าหมายคือ HbA1c < 7% และ FPG 80-130 mg/dL หากคุมไม่ได้แพทย์จะพิจารณาเพิ่มยากลุ่ม SGLT2, GLP-1 หรืออินซูลินตามความเหมาะสม
เบาหวานรักษาหายได้ไหม
เบาหวานชนิดที่ 2 ในระยะเริ่มต้น อาจเข้าสู่ระยะสงบ (Remission) ได้หากลดน้ำหนัก 10-15% ของน้ำหนักตัว ปรับอาหาร และออกกำลังกายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะภายใน 5 ปีแรกหลังวินิจฉัย แต่ "หายขาด" ในความหมายที่ไม่ต้องระวังอาหารเลยนั้นเป็นไปได้ยาก แม้ HbA1c กลับมาต่ำกว่า 6.5% โดยไม่ต้องใช้ยา ก็ยังต้องตรวจติดตามทุกปีเพราะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
แชร์ให้ครอบครัว
การรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 ใช้ยา Metformin เป็นยาแรก ร่วมกับการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และตรวจ HbA1c ทุก 3-6 เดือน เป้าหมายคือ HbA1c < 7% และ FPG 80-130 mg/dL หากคุมไม่ได้แพทย์จะพิจารณาเพิ่มยากลุ่ม SGLT2, GLP-1 หรืออินซูลินตามความเหมาะสม อ่านฉบับเต็มจากระตินัยคลินิก ปทุมธานี


