การตรวจเบาหวาน: HbA1c, FPG และการคัดกรองเบาหวาน
อ่านหน้าหลักของหัวข้อนี้: โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus)
ประเด็นสำคัญ
- การวินิจฉัยเบาหวานใช้ FPG, HbA1c, OGTT หรือ RPG อย่างใดอย่างหนึ่งร่วมกับอาการ
- HbA1c สะท้อนน้ำตาลเฉลี่ย 2–3 เดือน ไม่ต้องอดอาหารก่อนตรวจ
- FPG ต้องอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (ดื่มน้ำเปล่าได้)
- ภาวะก่อนเบาหวาน (Prediabetes): FPG 100–125, HbA1c 5.7–6.4% สามารถย้อนกลับได้ด้วยอาหารและออกกำลังกาย
- คนทั่วไปอายุ ≥ 35 ปีควรตรวจคัดกรองทุก 1–3 ปี ผู้มีความเสี่ยงตรวจถี่กว่านี้
ภาพรวมการตรวจเบาหวาน
การวินิจฉัยเบาหวานในประเทศไทยใช้แนวทางของสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย (DAT) และAmerican Diabetes Association (ADA)โดยอาศัยผลตรวจเลือด 4 รูปแบบ ได้แก่ FPG, HbA1c, OGTT และ Random Plasma Glucose แต่ละวิธีมีข้อดี-ข้อจำกัด เลือกใช้ตามสถานการณ์ของผู้ป่วย
| การตรวจ | ปกติ | ก่อนเบาหวาน | เบาหวาน | ต้องอดอาหาร |
|---|---|---|---|---|
| FPG (mg/dL) | < 100 | 100–125 | ≥ 126 | 8 ชม. |
| HbA1c (%) | < 5.7 | 5.7–6.4 | ≥ 6.5 | ไม่ต้อง |
| OGTT 2-hr (mg/dL) | < 140 | 140–199 | ≥ 200 | 8 ชม. |
| RPG + อาการ (mg/dL) | < 140 | — | ≥ 200 | ไม่ต้อง |
อ่านรายละเอียดเฉพาะการตรวจแต่ละแบบที่ HbA1c คืออะไร • FPG: น้ำตาลหลังอดอาหาร • ค่าน้ำตาลในเลือดปกติ • HbA1c vs FPG เลือกแบบไหน
HbA1c — น้ำตาลสะสม 2–3 เดือน
HbA1c (Glycated Hemoglobin) สะท้อนค่าน้ำตาลในเลือดเฉลี่ย 2–3 เดือนที่ผ่านมา ค่าปกติน้อยกว่า 5.7% ภาวะก่อนเบาหวาน 5.7–6.4% เบาหวานเริ่มที่ 6.5% ขึ้นไป จุดเด่นคือไม่ต้องอดอาหารก่อนตรวจและผลไม่ผันผวนตามมื้ออาหาร แต่อาจคลาดเคลื่อนในผู้ที่มี Thalassemia โลหิตจางจากเหล็ก หรือฟอกไต อ่านต่อ HbA1c คืออะไร และอ่านค่าอย่างไร
FPG — น้ำตาลหลังอดอาหาร
Fasting Plasma Glucose ต้องอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (ดื่มน้ำเปล่าได้) ค่าปกติน้อยกว่า 100 mg/dL ก่อนเบาหวาน 100–125 mg/dL เบาหวาน ≥ 126 mg/dL จุดเด่นคือราคาถูกและมีในแล็บทุกแห่งจุดด้อยคือผลขึ้นกับสภาพร่างกายวันตรวจ และต้องอดอาหาร อ่านต่อ การตรวจน้ำตาลหลังอดอาหาร (FPG)
OGTT — ทดสอบความทนต่อกลูโคส
Oral Glucose Tolerance Test ให้ดื่มสารละลายกลูโคส 75 กรัม แล้วเจาะน้ำตาลที่ 2 ชั่วโมง ค่า < 140 ปกติ, 140–199 ก่อนเบาหวาน, ≥ 200 เบาหวาน นิยมใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เพื่อคัดกรอง GDM และในกรณีที่ FPG/HbA1c ก้ำกึ่ง
ภาวะก่อนเบาหวาน (Prediabetes)
ภาวะที่น้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติแต่ยังไม่ถึงเกณฑ์เบาหวาน มีโอกาสเป็นเบาหวานเต็มขั้น 5–10% ต่อปี การแทรกแซงด้วยอาหารและออกกำลังกาย (Diabetes Prevention Program) ช่วยลดความเสี่ยงได้ถึง 58% อ่านสัญญาณเตือนที่ ภาวะก่อนเบาหวาน (Prediabetes)
ใครควรตรวจคัดกรองเบาหวาน
- ทุกคนอายุ ≥ 35 ปี (ADA 2024)
- ผู้มี BMI ≥ 25 (≥ 23 ในชาวเอเชีย) + ความเสี่ยงข้อใดข้อหนึ่ง
- มีคนในครอบครัวสายตรงเป็นเบาหวาน
- ความดันโลหิตสูง / ไขมันสูง / PCOS
- เคยมี Gestational DM หรือคลอดลูกน้ำหนัก > 4 กิโลกรัม
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
อ่านวิธีคัดกรองทั้งหมดที่ การตรวจคัดกรองเบาหวาน มีอะไรบ้าง
เตรียมตัวก่อนตรวจเบาหวาน
- FPG / OGTT: อดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (ดื่มน้ำเปล่าได้)
- HbA1c / RPG: ไม่ต้องอดอาหาร
- หลีกเลี่ยงออกกำลังกายหนักก่อนตรวจ 24 ชั่วโมง
- แจ้งแพทย์ถึงยา/อาหารเสริมที่ใช้ (Steroid อาจทำให้น้ำตาลสูงชั่วคราว)
- หากเป็นไข้/ติดเชื้อ ควรเลื่อนตรวจ เพราะภาวะ Stress ทำให้น้ำตาลสูง
หลังตรวจพบเบาหวานทำอย่างไรต่อ
เมื่อยืนยันการวินิจฉัยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือประเมินภาวะแทรกซ้อนพื้นฐาน (ตา ไต เท้า ไขมัน ความดัน) วางเป้าหมาย HbA1c < 7% และเริ่มแผนการดูแล ทั้งอาหาร ออกกำลังกาย และยา ดูภาวะแทรกซ้อนทั้งหมดที่ ภาวะแทรกซ้อนของเบาหวาน และอ่านสัญญาณเตือนระยะเริ่มต้นที่ อาการเบาหวาน: สัญญาณเตือนระยะแรก
บทความในชุดการตรวจเบาหวาน
คำถามที่พบบ่อย
›ตรวจเบาหวานมีกี่วิธี
วิธีหลักมี 4 แบบ คือ FPG (น้ำตาลหลังอดอาหาร 8 ชม.), HbA1c (น้ำตาลสะสมเฉลี่ย 2–3 เดือน), OGTT (ดื่มกลูโคส 75 กรัมแล้วเจาะที่ 2 ชม.) และ Random Plasma Glucose ร่วมกับอาการเบาหวานชัดเจน
›HbA1c คืออะไร
HbA1c คือร้อยละของฮีโมโกลบินที่จับกับน้ำตาลกลูโคส สะท้อนน้ำตาลในเลือดเฉลี่ย 2–3 เดือนที่ผ่านมา ค่าปกติ < 5.7% ภาวะก่อนเบาหวาน 5.7–6.4% เบาหวาน ≥ 6.5% ไม่ต้องอดอาหารก่อนตรวจ
›FPG คืออะไร และเตรียมตัวอย่างไร
FPG (Fasting Plasma Glucose) คือการเจาะเลือดวัดน้ำตาลหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (ดื่มน้ำเปล่าได้) ค่าปกติ < 100 mg/dL ก่อนเบาหวาน 100–125 mg/dL เบาหวาน ≥ 126 mg/dL
›HbA1c กับ FPG ต่างกันอย่างไร เลือกตรวจแบบไหน
FPG วัดน้ำตาลในขณะนั้น ราคาถูก แต่ต้องอดอาหาร 8 ชม. ผลขึ้นกับสภาพวันตรวจ ส่วน HbA1c สะท้อนน้ำตาลเฉลี่ย 2–3 เดือน ไม่ต้องอดอาหาร ราคาสูงกว่าเล็กน้อย แนวทางส่วนใหญ่แนะนำใช้ทั้งคู่ในการคัดกรอง
›OGTT คืออะไร ใช้เมื่อไหร่
Oral Glucose Tolerance Test คือการให้ดื่มสารละลายกลูโคส 75 กรัม แล้วเจาะน้ำตาลที่ 2 ชั่วโมง หาก ≥ 200 mg/dL วินิจฉัยเบาหวาน นิยมใช้ในหญิงตั้งครรภ์เพื่อคัดกรอง GDM และในกรณีที่ FPG/HbA1c ก้ำกึ่ง
›ค่าน้ำตาลในเลือดปกติคือเท่าไหร่
FPG ปกติ < 100 mg/dL, 2-hour Post-Prandial < 140 mg/dL, HbA1c < 5.7%, Random Plasma Glucose < 140 mg/dL ค่าระหว่างปกติกับเบาหวานคือภาวะก่อนเบาหวาน
›ใครควรตรวจคัดกรองเบาหวานบ้าง
ทุกคนอายุ ≥ 35 ปีตามแนวทาง ADA 2024 ผู้ที่อายุน้อยกว่าแต่มี BMI ≥ 25 + ความเสี่ยงข้อใดข้อหนึ่ง เช่น มีคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน ความดันสูง ไขมันสูง PCOS หรือเคยมี GDM ก็ควรตรวจเช่นกัน
›ตรวจคัดกรองเบาหวานบ่อยแค่ไหน
ผลปกติ: ทุก 3 ปี, ภาวะก่อนเบาหวาน: ทุก 1 ปี, เบาหวาน: ตรวจ HbA1c ทุก 3–6 เดือน หากเริ่มมีอาการเบาหวาน ควรตรวจทันทีไม่ต้องรอตามรอบ
›เกณฑ์วินิจฉัยเบาหวานคือเท่าไหร่ (ADA)
ใช้เกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง: FPG ≥ 126 mg/dL, HbA1c ≥ 6.5%, OGTT 2 ชม. ≥ 200 mg/dL หรือ RPG ≥ 200 mg/dL ร่วมกับอาการเบาหวานคลาสสิก (3P) ผลที่ไม่มีอาการต้องตรวจซ้ำคนละวันเพื่อยืนยัน
›ภาวะก่อนเบาหวาน (Prediabetes) คืออะไร
ระยะที่น้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติแต่ยังไม่ถึงเกณฑ์เบาหวาน: FPG 100–125 mg/dL, HbA1c 5.7–6.4%, OGTT 140–199 mg/dL ความเสี่ยงเป็นเบาหวาน 5–10% ต่อปี สามารถย้อนกลับได้ด้วยการลดน้ำหนัก 5–7% และออกกำลังกาย 150 นาที/สัปดาห์
›ตรวจปัสสาวะคัดกรองเบาหวานได้ไหม
ใช้ตรวจน้ำตาลในปัสสาวะ (Urine Glucose) ได้ แต่ไม่แม่นพอจะวินิจฉัย เพราะจะตรวจพบเมื่อน้ำตาลในเลือดเกิน 180 mg/dL การวินิจฉัยที่แม่นยำต้องใช้การเจาะเลือด
›ผล HbA1c ไม่เที่ยงตรงในกรณีใดบ้าง
HbA1c อาจคลาดเคลื่อนในผู้ที่มี Hemoglobinopathy (เช่น Thalassemia), โลหิตจางจากเหล็กหรือ B12, ตั้งครรภ์, ฟอกไต หรือเพิ่งให้เลือด ในกรณีเหล่านี้ควรใช้ FPG หรือ OGTT เป็นเกณฑ์แทน
›ตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว (DTX) ใช้วินิจฉัยเบาหวานได้ไหม
ไม่ใช้วินิจฉัย ใช้สำหรับติดตามน้ำตาลรายวันในผู้ป่วยเบาหวานเท่านั้น เพราะค่าอาจคลาดเคลื่อน ±10–15% การวินิจฉัยต้องใช้ Venous Plasma Glucose จากห้องปฏิบัติการ
›ตรวจเบาหวานต้องอดอาหารทุกแบบไหม
ไม่ทุกแบบ: FPG และ OGTT ต้องอด 8 ชม., HbA1c และ Random Plasma Glucose ไม่ต้องอดอาหาร ดื่มน้ำเปล่าได้เสมอ ไม่ควรอดน้ำเพราะอาจทำให้ผลผิดพลาดและเป็นลม
›เบาหวานขณะตั้งครรภ์ (GDM) ตรวจอย่างไร
ใช้ OGTT 75 กรัม (วัดน้ำตาลที่ 0, 1, 2 ชม.) หรือ 100 กรัม (3 ชม.) ระหว่างอายุครรภ์ 24–28 สัปดาห์ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงอาจตรวจตั้งแต่ครั้งแรกที่ฝากครรภ์
›ค่า eAG บอกอะไร
Estimated Average Glucose แปลง HbA1c เป็นค่าน้ำตาลเฉลี่ย mg/dL เช่น HbA1c 7% ≈ eAG 154 mg/dL, HbA1c 8% ≈ 183 mg/dL ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยจริงในชีวิตประจำวัน
›ตรวจเบาหวานที่ไหนได้บ้าง
ตรวจได้ที่โรงพยาบาลของรัฐและเอกชน คลินิกเวชกรรม แล็บอิสระ และศูนย์ตรวจสุขภาพ ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ FPG ประมาณ 60–150 บาท, HbA1c 250–500 บาท, OGTT 500–1,200 บาท สิทธิประกันสุขภาพหลายแบบครอบคลุมการตรวจคัดกรองรายปี
บทความที่เกี่ยวข้อง

HbA1c กับ FPG ต่างกันอย่างไร ตรวจแบบไหนดีกว่ากัน
HbA1c วัดค่าน้ำตาลเฉลี่ย 2-3 เดือน ไม่ต้องอดอาหาร ส่วน FPG วัดค่าน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง สะท้อนค่าเฉพาะวันที่ตรวจ HbA1c สะดวกกว่าและไม่ผันผวนตามวัน แต่ FPG ราคาถูกกว่า แ

ค่าน้ำตาลในเลือดปกติ เท่าไหร่ถึงเรียกว่าปลอดภัย (ครบทุกช่วงเวลา)
ค่าน้ำตาลในเลือดปกติของผู้ใหญ่ที่ไม่เป็นเบาหวาน ก่อนอาหารอยู่ระหว่าง 70-99 mg/dL หลังอาหาร 2 ชั่วโมงควรต่ำกว่า 140 mg/dL ค่าน้ำตาลสะสม HbA1c ควรต่ำกว่า 5.7% หากสูงกว่านี้ถือว่าเริ่

HbA1c คืออะไร? ค่าน้ำตาลสะสมที่ทุกคนต้องรู้ก่อนเป็นเบาหวาน
HbA1c (ฮีโมโกลบินเอวันซี) คือค่าน้ำตาลเฉลี่ยที่เกาะอยู่บนเม็ดเลือดแดงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ค่าปกติคือต่ำกว่า 5.7% หากอยู่ระหว่าง 5.7-6.4% ถือว่าเสี่ยงเป็นเบาหวาน และตั้งแต่ 6.5

ตรวจคัดกรองเบาหวาน มีกี่วิธี ใครควรตรวจ ตรวจบ่อยแค่ไหน
การตรวจคัดกรองเบาหวานมี 4 วิธีหลัก ได้แก่ FPG (อดอาหาร 8 ชม.), HbA1c (น้ำตาลสะสม), OGTT (ดื่มน้ำตาลกลูโคส) และ Random Glucose (ตรวจตอนไหนก็ได้) ผู้ที่อายุ 35 ปีขึ้นไป น้ำหนักเกิน ห

ตรวจน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (FPG) คืออะไร ค่าปกติเท่าไหร่
Fasting Plasma Glucose (FPG) คือการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ค่าปกติคือต่ำกว่า 100 mg/dL หากอยู่ในช่วง 100-125 mg/dL ถือว่ามีภาวะ Pre-diabetes และตั้งแต่
ตรวจสอบโดยแพทย์แผนไทยผู้ได้รับใบอนุญาต
ตรวจสอบโดย: พท.ว. ณรงค์พล คงเจริญ · ใบอนุญาต ใบอนุญาต พท.ว. 23443
ตรวจสอบล่าสุด:
ปรึกษาแพทย์แผนไทยที่ระตินัยคลินิก
ทีมแพทย์แผนไทยที่ขึ้นทะเบียนพร้อมประเมินอาการและออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล