น้ำตาลในเลือดสูงทำลายเส้นประสาทอย่างไร: เส้นประสาทเสื่อมจากเบาหวาน

การปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงสะสมเป็นเวลานานเปรียบเสมือนการเติมสารพิษลงในระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งไม่เพียงแต่ทำร้ายหลอดเลือด แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างและหน้าที่ของเส้นประสาททั่วร่างกายจนนำไปส
ประเด็นสำคัญ
- น้ำตาลสูงกระตุ้นทางเดินสารชีวเคมีที่ผิดปกติ (Polyol Pathway) จนเกิดสารพิษสะสมในเซลล์
- เกิดการสะสมของสาร AGEs ที่ทำให้ผนังหลอดเลือดและเส้นประสาทแข็งตัวและเปราะบาง
- การขาดเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาท (Microvascular Ischemia) ทำให้ปลายประสาทตาย
- ความเสียหายเริ่มจากจุดที่ไกลหัวใจที่สุด คือ "เท้า" และค่อย ๆ ลามขึ้นมาตามลำดับ
เคยสังเกตไหม… อาการชาเล็กน้อยที่ปลายนิ้วเท้าหรือความรู้สึกเหมือนมีเข็มเล่มเล็ก ๆ ทิ่มแทงในยามค่ำคืน ที่ดูเหมือนเรื่องเล็กและเป็นเพียงความเหนื่อยล้า แต่กลับเป็นสัญญาณเตือนภัยเงียบว่าเส้นประสาทของคุณกำลังถูกน้ำตาลในเลือดกัดกินอย่างช้า ๆ ครับ
การปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงสะสมเป็นเวลานานเปรียบเสมือนการเติมสารพิษลงในระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งไม่เพียงแต่ทำร้ายหลอดเลือด แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างและหน้าที่ของเส้นประสาททั่วร่างกายจนนำไปสู่ภาวะ "เส้นประสาทเสื่อมจากเบาหวาน" ที่อาจย้อนกลับมาแก้ไขได้ยากหากไม่รีบรักษาครับ
คำตอบสั้น ๆ: ภาวะเส้นประสาทเสื่อมจากเบาหวาน (Diabetic Neuropathy) เกิดจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 126 mg/dL อย่างต่อเนื่อง จนเข้าไปขัดขวางกระบวนการเผาผลาญในเซลล์ประสาทและทำลายหลอดเลือดฝอยที่มาเลี้ยงเส้นประสาท ส่งผลให้เส้นประสาทขาดออกซิเจนและสารอาหาร โดยมักพบในผู้ป่วยเบาหวานเป็นเวลานานกว่า 5-10 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่คุมระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ได้ไม่ดี (สูงกว่า 7.0%)
- น้ำตาลสูงกระตุ้นทางเดินสารชีวเคมีที่ผิดปกติ (Polyol Pathway) จนเกิดสารพิษสะสมในเซลล์
- เกิดการสะสมของสาร AGEs ที่ทำให้ผนังหลอดเลือดและเส้นประสาทแข็งตัวและเปราะบาง
- การขาดเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาท (Microvascular Ischemia) ทำให้ปลายประสาทตาย
- ความเสียหายเริ่มจากจุดที่ไกลหัวใจที่สุด คือ "เท้า" และค่อย ๆ ลามขึ้นมาตามลำดับ
ทำความเข้าใจภาวะเส้นประสาทเสื่อมจากเบาหวาน
ในทางการแพทย์ราตินัยคลินิก เรามองว่าอาการที่เกิดขึ้นคือความเสื่อมของ "ธาตุลม" และ "ธาตุไฟ" ที่แปรปรวนครับ แต่หากอธิบายตามหลักสรีรวิทยาปัจจุบัน เส้นประสาทเสื่อมจากเบาหวานคือความเสียหายของระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลายที่เกิดจากสภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง (Hyperglycemia)
เส้นประสาทเปรียบเสมือนสายไฟที่ส่งสัญญาณสื่อสารระหว่างสมองกับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อ "สายไฟ" เหล่านี้ถูกกัดกร่อน สัญญาณการรับรู้ความรู้สึกและการสั่งการกล้ามเนื้อจะผิดเพี้ยนไป หากคุณเริ่มมี อาการเบาหวาน เช่น ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ และเริ่มมีอาการชาแทรกนั่นคือสัญญาณอันตรายครับ
ภาวะนี้ไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องของ "ความเจ็บปวด" หรือ "ความชา" เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อระบบการทำงานอัตโนมัติของร่างกาย เช่น การเต้นของหัวใจ การย่อยอาหาร และการขับถ่าย ซึ่งล้วนถูกควบคุมโดยเส้นประสาทอัตโนมัติทั้งสิ้นครับ
สาเหตุ / กลไก: น้ำตาลสูงทำลายเส้นประสาทได้อย่างไร?
กระบวนการที่น้ำตาลในเลือดสูงทำลายเส้นประสาทนั้นสลับซับซ้อนและเกิดขึ้นผ่านหลายกลไกพร้อม ๆ กัน ดังนี้ครับ:
1. กระบวนการ Polyol Pathway และสาร Sorbitol
เมื่อน้ำตาลในเลือดมีปริมาณมากเกินไป ร่างกายจะพยายามขับออกผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Polyol Pathway โดยเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคส (Glucose) ให้เป็นสารที่ชื่อว่า ซอร์บิทอล (Sorbitol) สารตัวนี้มีความสามารถในการดึงน้ำเข้าสู่เซลล์สูงมาก เมื่อสะสมในเส้นประสาทจะทำให้เซลล์บวมน้ำและทำงานผิดปกติ นอกจากนี้ยังลดสารต้านอนุมูลอิสระในเส้นประสาท ทำให้เส้นประสาทเปราะบางต่อการถูกทำลายครับ
2. การสะสมของสาร AGEs (Advanced Glycation End-products)
น้ำตาลที่ลอยอยู่ในเลือดยังไปจับกับโปรตีนในส่วนประกอบของเส้นประสาทและหลอดเลือด เกิดเป็นสารคงตัวที่ชื่อว่า AGEs ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างของเส้นประสาทแข็งและขาดความยืดหยุ่น เปรียบเหมือนสนิมที่เกาะกินเครื่องจักร ทำให้ระบบสื่อสารไฟฟ้าในเส้นประสาทช้าลงหรือขาดหายไป
3. สภาวะเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress)
น้ำตาลกระตุ้นให้ร่างกายสร้างอนุมูลอิสระจำนวนมาก ซึ่งไปทำลายไมโทคอนเดรีย (โรงไฟฟ้าของเซลล์) ภายในเส้นประสาท เมื่อโรงไฟฟ้าพัง เซลล์ประสาทก็ไม่มีพลังงานในการซ่อมแซมตัวเองหรือส่งสัญญาณสื่อสารครับ
4. การขาดเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาท (Microvascular Ischemia)
นี่คือสาเหตุที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งครับ เส้นประสาทแต่ละเส้นจะมีหลอดเลือดฝอยเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Vasa Nervorum มาคอยเลี้ยง น้ำตาลที่สูงเกินไปทำหน้าที่เหมือนทรายที่ไปอั้นหลอดเลือดขนาดจิ๋วเหล่านี้ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก เมื่อไม่มีเลือดมาเลี้ยง เส้นประสาทจะขาดออกซิเจนและสารอาหาร จนในที่สุดก็ลีบฝ่อและเสื่อมสภาพลงไป
อาการและสัญญาณเตือน
อาการของเส้นประสาทเสื่อมจากเบาหวานมักจะค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ผู้ป่วยหลายท่านละเลยจนอาการลุกลามครับ ซึ่ง ภาวะแทรกซ้อนเบาหวาน ในกลุ่มนี้สามารถแบ่งตามกลุ่มอาการได้ดังนี้:
-
อาการทางความรู้สึก (Sensory Symptoms):
- อาการชา (Numbness): มักเริ่มที่ปลายเท้านิ้วเท้า แล้วค่อย ๆ ลามขึ้นมาที่ข้อเท้าและขากรรไกร (Stocking-and-Glove distribution)
- รู้สึกเมือนเข็มทิ่ม (Tingling/Pins and Needles): รู้สึกยิบ ๆ เหมือนมีมดไต่หรือเข็มแทงตลอดเวลา
- ความรู้สึกไวเกิน (Allodynia): แม้แต่สัมผัสเบา ๆ เช่น การห่มผ้าห่มหรือใส่ถุงเท้า ก็ทำให้รู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง
- สูญเสียความรู้สึกร้อน-เย็น: ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดแผลพุพองโดยไม่รู้ตัวเมื่อสัมผัสน้ำร้อนหรือของร้อน
-
อาการทางกล้ามเนื้อ (Motor Symptoms):
- กล้ามเนื้อขาลีบเล็กลง
- เดินเซ ทรงตัวไม่อยู่ เนื่องจากสูญเสียการรับรู้ตำแหน่งของข้อต่อ (Proprioception)
- เท้าผิดรูป (Charcot Foot) เนื่องจากกล้ามเนื้อที่ประคองโครงสร้างเท้าอ่อนแรงลง
-
อาการทางระบบอัตโนมัติ (Autonomic Symptoms):
- เวียนศีรษะเวลาลุกขึ้นยืน (ความดันตก)
- อาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย ท้องผูกสลับท้องเสีย
- เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
- เหงื่อไม่ออกที่เท้า หรือออกมากผิดปกติในช่วงกลางคืน
ปัจจัยเสี่ยง
ใครบ้างที่มีโอกาสเกิดเส้นประสาทเสื่อมสูงกว่าปกติ?
- ระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน: ยิ่งเป็นนานเกิน 10-15 ปี ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้น
- การควบคุมระดับน้ำตาล: ผู้ที่มีค่า HbA1c สูงกว่า 7% อย่างต่อเนื่อง
- โรคอ้วนและระดับไขมันในเลือดสูง: ไขมันเลว (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ที่สูงจะเร่งกระบวนการทำลายเส้นประสาท
- ความดันโลหิตสูง: ทำให้หลอดเลือดที่เลี้ยงเส้นประสาทตีบแคบเร็วขึ้น
- การสูบบุหรี่: ทำให้ออกซิเจนในกระแสเลือดน้อยลง และหลอดเลือดหดตัว
- พันธุกรรม: บางท่านอาจมีพื้นฐานทางพันธุกรรมที่ทำให้เส้นประสาทเปราะบางต่อระดับน้ำตาลได้ง่ายกว่าผู้อื่น
การวินิจฉัย / การตรวจ
หากท่านเริ่มมี อาการเบาหวาน ที่มาพร้อมกับความรู้สึกแสบร้อนหรือชา แพทย์จะทำการตรวจประเมินด้วยวิธีดังต่อไปนี้ครับ:
- Monofilament Test: ใช้เส้นใยไนลอนเล็ก ๆ จิ้มตามจุดต่าง ๆ ของเท้า เพื่อดูว่ายังรับสัมผัสได้ปกติหรือไม่
- Vibration Test: ใช้ส้อมเสียง (Tuning Fork) วางบนกระดูกนิ้วเท้าเพื่อตรวจการรับรู้แรงสั่นสะเทือน
- Electromyography (EMG): การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อเพื่อดูการตอบสนองต่อสัญญาณประสาท
- Nerve Conduction Velocity (NCV): การวัดความเร็วในการนำกระแสประสาท หากความเร็วลดลงแสดงว่าปลอกประสาทถูกทำลาย
ตารางข้อมูลสำคัญ: ระยะและความรุนแรงของเส้นประสาทเสื่อม
| ระยะของโรค | อาการเด่น | ความเสียหายระดับเซลล์ | แนวทางการดูแล |
|---|---|---|---|
| ระยะเริ่มแรก (Subclinical) | ไม่มีอาการชัดเจน แต่อาจตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจไฟฟ้า (NCV) | สาร Sorbitol เริ่มสะสมในเซลล์ | คุมน้ำตาลในเลือดให้เข้มงวดที่สุด |
| ระยะแสดงอาการ (Clinical) | ชาปลายมือปลายเท้า แสบ ๆ ร้อน ๆ ตอนกลางคืน | ปลอกประสาท (Myelin) เริ่มสลายตัว | ใช้ยาลดความปวดปลายประสาท + วิตามินบี |
| ระยะรุนแรง (Complicated) | สูญเสียความรู้สึกโดยสิ้นเชิง กล้ามเนื้อลีบ มีแผลลึกที่เท้า | เส้นประสาทตาย (Axonal Degeneration) | เน้นการป้องกันการตัดขาและการดูแลแผล |
| ระยะระบบอัตโนมัติเสื่อม | ใจสั่น ท้องอืดรุนแรง ความดันแกว่ง | ระบบสื่อสารภายในร่วงโรย | รักษาตามอาการของแต่ละอวัยวะ |
แนวทางการรักษา / การดูแล
การรักษาเส้นประสาทเสื่อมจากเบาหวานที่ราตินัยคลินิก เราใช้วิธีบูรณาการครบบริบทรอบด้านครับ เพราะการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเพียงอย่างเดียวไม่สามารถฟื้นฟูเส้นประสาทได้จริง
1. การรักษาด้วยการคุมน้ำตาล (The Gold Standard)
ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าการคุมน้ำตาลให้คงที่ครับ ตัวเลขเป้าหมายคือ HbA1c < 7% และน้ำตาลก่อนรับประทานอาหารอยู่ระหว่าง 80-130 mg/dL การคุมน้ำตาลที่นิ่งจะช่วยหยุดการทำลายเส้นประสาทไม่ให้ลุกลามไปมากกว่าเดิม
2. ยาลดความปวดปลายประสาท (Pharmacotherapy)
แพทย์มักใช้ยากลุ่ม Gabapentinoids หรือ Duloxetine เพื่อช่วยปรับสมดุลกระแสไฟฟ้าในเส้นประสาท ลดอาการแสบร้อนและช่วยให้ผู้ป่วยนอนหลับได้ดีขึ้น
3. การฟื้นฟูด้วยวิตามินและสารอาหาร
- Alpha-Lipoic Acid (ALA): สารต้านอนุมูลอิสระที่ได้รับการวิจัยว่าช่วยเพิ่มเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทได้ดี
- Vitamin B1-B6-B12: โดยเฉพาะวิตามินบี 12 ในรูปแบบ Methylcobalamin ช่วยในการซ่อมแซมปลอกประสาท
4. มุมมองแพทย์แผนไทยและการดูแลแบบองค์รวม
ในทางแผนไทย เราใช้สมุนไพรที่มีรสร้อนและมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด (ลม) เช่น กานพลู กระชาย พริกไทยดำ เพื่อช่วย "เปิดประตูลม" ให้เลือดเข้าสู่ส่วนปลายได้ดีขึ้น การนวดแผนไทยเบา ๆ โดยผู้เชี่ยวชาญจะช่วยกระตุ้นการรับรู้สัมผัสและป้องกันกล้ามเนื้อลีบครับ (แต่ต้องระวังเป็นพิเศษในผู้ที่มีแผลเบาหวานหรือสูญเสียความรู้สึกไปมากแล้ว)
การป้องกันและดูแลตนเอง
หัวใจสำคัญคือการป้องกัน เพราะเมื่อเซลล์ประสาทตายไปแล้ว การสร้างใหม่นั้นทำได้ยากและใช้เวลานานมากครับ:
- สำรวจเท้าทุกวัน: ตรวจดูรอยแดง แผลพุพอง หรือจุดกดทับ ใช้กระจกช่วยส่องถ้าก้มไม่ถึง
- สวมรองเท้าในบ้านเสมอ: ป้องกันการเหยียบของสมคมหรือสิ่งแปลกปลอมที่อาจทำให้เกิดแผลโดยไมรู้ตัว
- เลือกถุงเท้าที่ขอบไม่รัดแรงเกินไป: เพื่อไม่ให้ขัดขวางการไหลเวียนของเลือด
- ออกกำลังกายเบา ๆ: เช่น การเดินแกว่งแขนหรือโยคะ เพื่อกระตุ้นระบบประสาทและการไหลเวียนโลหิต
- เลิกบุหรี่: นี่คือปัจจัยที่ช่วยให้เส้นประสาทมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ อย่ารอช้าครับ:
- อาการชาขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว (เช่น ลามจากเท้าขึ้นมาถึงเข่า)
- มีแผลที่เท้าแต่คุณกลับไม่รู้สึกเจ็บ
- รู้สึกเจ็บจนนอนไม่หลับ หรือมีอาการอ่อนแรงจนเดินลำบาก
- ใจสั่นบ่อย หรือหน้ามืดเป็นลมบ่อยครั้งเมื่อเปลี่ยนท่า
- มีอาการท้องอืดอย่างหนักหรือระบบขับถ่ายแปรปรวนผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณของ ภาวะแทรกซ้อนเบาหวาน ในระบบประสาทอัตโนมัติ
คำถามที่พบบ่อย
Q1: เส้นประสาทเสื่อมจากเบาหวานรักษาหายขาดได้ไหม? A: หากเสียหายไปมากแล้วอาจไม่หายขาด 100% แต่การคุมน้ำตาลให้คงที่และรักษาอย่างถูกต้องจะช่วยหยุดโรคให้ไม่ลุกลาม และบรรเทาอาการเจ็บปวดให้กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติครับ
Q2: อาการแสบร้อนที่เท้าจะดีขึ้นเมื่อไหร่หลังคุมน้ำตาลได้? A: ต้องใช้เวลาครับ ปกติเส้นประสาทจะซ่อมแซมได้ช้ามาก ประมาณ 1 มิลลิเมตรต่อเดือน ดังนั้นอาจต้องรอหลายเดือนกว่าจะเริ่มรู้สึกดีขึ้นครับ
Q3: ทำไมน้ำตาลสูงถึงทำให้ "ชา" แทนที่จะ "ปวด"? A: เพราะน้ำตาลไปทำลายสายสื่อประสาทส่วนที่รับความรู้สึกสัมผัสก่อน ทำให้สัญญาณไปไม่ถึงสมอง จึงเกิดเป็นความรู้สึกว่างเปล่าหรือชานั่นเองครับ
Q4: วิตามินบีรวมช่วยรักษาเส้นประสาทเสื่อมได้จริงหรือไม่? A: ช่วยในเชิงสนับสนุนการซ่อมแซมและบำรุงครับ แต่ไม่สามารถทดแทนการควบคุมน้ำตาลในเลือดซึ่งเป็นปัจจัยหลักได้
Q5: การนวดเท้าช่วยได้ไหม? A: การนวดช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดได้ดี แต่ต้องนวดเบา ๆ และหลีกเลี่ยงหากมีแผล หรือหากสูญเสียความรู้สึกไปมากแล้วต้องระวังแรงกดที่อาจทำให้เนื้อเยื่ออักเสบโดยไม่รู้ตัวครับ
Q6: สาร ALA (Alpha-Lipoic Acid) จำเป็นต้องกินไหม? A: ในบางรายที่อาการปวดปลายประสาทรุนแรง สารตัวนี้ช่วยลดการอักเสบและเพิ่มการส่งสัญญาณประสาทได้ผลดีครับ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทาน
Q7: ความเครียดส่งผลต่ออาการปวดปลายประสาทไหม? A: ส่งผลโดยตรงครับ ความเครียดทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นและกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางให้ไวต่อความรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้น อาการจะกำเริบหนักในช่วงที่เครียดครับ
Q8: การแช่น้ำอุ่นลดอาการชาได้ไหม? A: ต้องระวังอย่างมากครับ ผู้ป่วยเบาหวานมักรับรู้ความรู้สึกร้อนผิดปกติ อาจถูกน้ำร้อนลวกจนเป็นแผลลึกได้โดยไม่รู้ตัว แนะนำให้คนอื่นวัดอุณหภูมิน้ำให้ก่อนเสมอครับ
Q9: ชาที่มืออย่างเดียวเป็นเบาหวานหรือเปล่า? A: อาจเป็นได้หลายสาเหตุครับ เช่น พังผืดทับเส้นประสาท หรือขาดวิตามิน แต่หากมีประวัติน้ำตาลสูงร่วมด้วย หรือมีอาการที่เท้าด้วย ก็น่าสงสัยว่าจะเป็นจากเบาหวานครับ
Q10: ทำไมอาการปวดมักเป็นหนักขึ้นตอนกลางคืน? A: เป็นเพราะในเวลากลางคืนไม่มีสิ่งเร้าอื่นมารบกวนการรับรู้ และอากาศที่เย็นลงอาจทำให้น้หลอดเลือดหดตัวจนเส้นประสาทขาดเลือดมากขึ้นครับ
บทความที่เกี่ยวข้อง
- โรคไตจากเบาหวาน
- ไตวายจากเบาหวาน
- ความเสี่ยงโรคหัวใจในผู้ป่วยเบาหวาน
- ตาพร่ามัวจากเบาหวาน
- สายตาเปลี่ยนแปลงจากเบาหวาน
- ชาปลายมือปลายเท้าจากเบาหวาน
หน้าหลักของหัวข้อนี้
← กลับไปหน้าหลัก: ภาวะแทรกซ้อนเบาหวาน: ตา ไต เท้า หัวใจ และเส้นประสาท
พร้อมจะดูแลตัวเองหรือยัง?
ปรึกษาแพทย์แผนไทยที่ได้รับใบอนุญาต ระตินัยคลินิก ปทุมธานี
สรุปสั้น & แชร์ต่อ
คัดลอกหรือส่งต่อให้คนที่บ้านได้ทันทีสรุปสั้น: น้ำตาลในเลือดสูงทำลายเส้นประสาทอย่างไร: เส้นประสาทเสื่อมจากเบาหวาน
ภาวะเส้นประสาทเสื่อมจากเบาหวาน (Diabetic Neuropathy) เกิดจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 126 mg/dL อย่างต่อเนื่อง จนเข้าไปขัดขวางกระบวนการเผาผลาญในเซลล์ประสาทและทำลายหลอดเลือดฝอยที่มาเลี้ยงเส้นประสาท ส่งผลให้เส้นประสาทขาดออกซิเจนและสารอาหาร โดยมักพบในผู้ป่วยเบาหวานเป็นเวลานานกว่า 5-10 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่คุมระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ได้ไม่ดี (สูงกว่า 7.0%)
แชร์ให้ครอบครัว
ภาวะเส้นประสาทเสื่อมจากเบาหวาน (Diabetic Neuropathy) เกิดจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 126 mg/dL อย่างต่อเนื่อง จนเข้าไปขัดขวางกระบวนการเผาผลาญในเซลล์ประสาทและทำลายหลอดเลือดฝอยที่มาเลี้ยงเส้นประสาท ส่งผลให้เส้นประสาทขาดออกซิเจนและสารอาหาร โดยมักพบในผู้ป่วยเบาหวานเป็นเวลานานกว่า 5-10 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่คุมระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ได้ไม่ดี (สูงกว่า 7.0%) อ่านฉบับเต็มจากระตินัยคลินิก ปทุมธานี


