ทั่วไป

เบาหวานลงขา อาการชาปลายเท้า: รู้จักโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน

3 นาทีอ่าน663 คำตรวจทานล่าสุด 20 มิถุนายน 2569
5 มิถุนายน 2569 8 นาที· ระตินัยคลินิก
เบาหวานลงขา อาการชาปลายเท้า: รู้จักโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน

อาการชาและปวดแสบปวดร้อนเหล่านี้หากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่การสูญเสียความรู้สึกถาวรและแผลเรื้อรังที่รักษายากจนถึงขั้นต้องสูญเสียอวัยวะได้เลยนะครับ

ประเด็นสำคัญ

  • อาการเริ่มต้นคือ ชา ยิบยับ หรือปวดแสบปวดร้อนมักเป็นตอนกลางคืน
  • ความรุนแรงแบ่งเป็น 4 ระยะ ตั้งแต่สูญเสียความรู้สึกไปจนถึงเกิดแผลเน่า
  • การคัดกรองสำคัญคือการตรวจ Monofilament และ Tuning Fork ประจำปี
  • การควบคุมระดับน้ำตาล (HbA1c < 7.0%) คือหัวใจหลักในการหยุดยั้งโรค
สารบัญ
  1. ทำความเข้าใจโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน
  2. สาเหตุ / กลไก: ทำไมเบาหวานถึงทำให้ "ลงขา"
  3. อาการและสัญญาณเตือน
  4. ปัจจัยเสี่ยง
  5. การวินิจฉัย / การตรวจ
  6. ตารางข้อมูลสำคัญ: ระดับความรุนแรงและแนวทางการดูแล
  7. แนวทางการรักษา / การดูแล
  8. การรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน
  9. การดูแลทางแพทย์แผนไทยและทางเลือก
  10. การป้องกันและดูแลตนเอง
  11. เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ (Red Flags)
  12. คำถามที่พบบ่อย
  13. ในมุมมองของการแพทย์แผนไทย อาการชาปลายเท้าจากเบาหวานมีเหตุผลเบื้องหลังอย่างไร?
  14. ทำไมผู้ป่วยเบาหวานบางรายถึงรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงที่เท้า เพียงแค่ผ้าห่มสัมผัสเบาๆ?
  15. ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกรองเท้าและถุงเท้าอย่างไรเพื่อป้องกันแผลที่เท้า?
  16. วิตามินบี โดยเฉพาะ บี 1-6-12 มีบทบาทอย่างไรในการรักษาอาการชาปลายเท้าจากเบาหวาน?
  17. การตรวจปลายประสาทอักเสบจากเบาหวานด้วยส้อมเสียง (Tuning Fork) คืออะไร?
  18. นอกจากอาการชา นอกจากอาการชาแล้ว มีสัญญาณทางผิวหนังใดบ้างที่บ่งบอกถึงภาวะเบาหวานลงขา?
  19. บทความที่เกี่ยวข้อง
  20. หน้าหลักของหัวข้อนี้
  21. อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยวข้อง
  22. บทความที่เกี่ยวข้อง
  23. เช็กอาการเบาหวานทั้งหมด
  24. ดูข้อมูลโรคเบาหวานเพิ่มเติม
  25. ต้องการประเมินอาการเพิ่มเติม

เคยสังเกตไหม… อาการยิบยับที่ปลายเท้าหรือความรู้สึกเหมือนเข็มเล็ก ๆ ทิ่มแทงตลอดเวลา ที่ดูเหมือนเรื่องเล็กจากการเดินเยอะ แต่กลับกลายเป็นสัญญาณเตือนภัยเงียบที่ร้ายแรงอย่าง "เบาหวานลงขา"

อาการชาและปวดแสบปวดร้อนเหล่านี้หากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่การสูญเสียความรู้สึกถาวรและแผลเรื้อรังที่รักษายากจนถึงขั้นต้องสูญเสียอวัยวะได้เลยนะครับ

คำตอบสั้น ๆ: อาการ "เบาหวานลงขา" หรือโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน (Diabetic Neuropathy) เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงสะสมจนทำลายเส้นประสาทและหลอดเลือดขนาดเล็กที่ไปเลี้ยงเส้นประสาท พบได้มากถึง 50% ในผู้ป่วยเบาหวานเรื้อรัง โดยมักเริ่มจากปลายเท้าลามขึ้นมาถึงน่อง (Glove-and-stocking distribution)

  • อาการเริ่มต้นคือ ชา ยิบยับ หรือปวดแสบปวดร้อนมักเป็นตอนกลางคืน
  • ความรุนแรงแบ่งเป็น 4 ระยะ ตั้งแต่สูญเสียความรู้สึกไปจนถึงเกิดแผลเน่า
  • การคัดกรองสำคัญคือการตรวจ Monofilament และ Tuning Fork ประจำปี
  • การควบคุมระดับน้ำตาล (HbA1c < 7.0%) คือหัวใจหลักในการหยุดยั้งโรค

ทำความเข้าใจโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน

โรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า Diabetic Peripheral Neuropathy (DPN) คือภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยเบาหวานครับ เมื่อร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน น้ำตาลเหล่านั้นจะเข้าไปรบกวนการส่งสัญญาณของเส้นประสาท และทำให้ผนังหลอดเลือดฝอยที่นำสารอาหารไปเลี้ยงเส้นประสาทตีบตันและเสื่อมสภาพลง

ในมุมมองของแพทย์แผนไทย อาการ เบาหวานลงขา อาการ เหล่านี้มีความสัมพันธ์กับ "ธาตุลม" ที่ไหลเวียนไม่สะดวก เนื่องจาก "โลหิต" มีความหนืดจากน้ำตาลสูง (เสมือนเสมหะไปกำเริบในเลือด) ทำให้ลมพัดไปเลี้ยงส่วนปลายได้ไม่เต็มที่ เกิดอาการชา อ่อนแรง หรือที่เรียกว่าภาวะ "สัมประชัญญะ" ของผิวหนังลดลงนั่นเองครับ

หัวใจสำคัญที่ผู้ป่วยควรทราบคือ ความเสียหายของเส้นประสาทมักจะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ จนเราไม่ทันสังเกต และเมื่อเริ่มมี อาการเบาหวาน ปรากฏให้เห็นเด่นชัด นั่นหมายความว่าเส้นประสาทอาจได้รับความเสียหายไปแล้วกว่า 30-50% ครับ

สาเหตุ / กลไก: ทำไมเบาหวานถึงทำให้ "ลงขา"

กลไกการเกิดโรคมีความซับซ้อนและเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยร่วมกัน ดังนี้ครับ:

  1. กลไกทางเมตาบอลิซึม (Metabolic Pathway): เมื่อน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเป็น "ซอร์บิทอล" (Sorbitol) ซึ่งมีคุณสมบัติดึงน้ำเข้าสู่เซลล์ประสาท ทำให้เซลล์บวมและสูญเสียหน้าที่
  2. ภาวะอักเสบและอนุมูลอิสระ: น้ำตาลที่สูงกระตุ้นให้เกิดสารอนุมูลอิสระ (Oxidative Stress) ซึ่งเข้าไปโจมตีโครงสร้างของเส้นประสาทโดยตรง
  3. การขาดเลือดเลี้ยง (Vascular Factor): น้ำตาลสะสมทำให้หลอดเลือดขนาดเล็ก (Vasa Nervorum) แข็งตัวและตีบ ส่งผลให้เส้นประสาท "ขาดเลือดและออกซิเจน" จนค่อย ๆ ตายลง
  4. ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน: ในผู้ป่วยบางราย ร่างกายอาจสร้างสารต้านทานที่ทำลายเยื่อหุ้มประสาทของตนเองร่วมด้วย

อาการและสัญญาณเตือน

อาการของเบาหวานลงขามีความหลากหลาย แต่มีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า "Glove-and-stocking distribution" คืออาการมักเริ่มที่เท้าทั้งสองข้างพร้อม ๆ กัน (เหมือนสวมถุงเท้า) แล้วค่อย ๆ ลามขึ้นมาที่มือ (เหมือนสวมถุงมือ) โดยสัญญาณที่ต้องระวังมีดังนี้ครับ:

  • อาการชา (Numbness): รู้สึกเหมือนเนื้อหนา ๆ สัมผัสสิ่งของได้ไม่ชัดเจน เดินแล้วรู้สึกเหมือนเดินบนสำลีหรือเดินบนพรม
  • อาการเจ็บปวดที่ผิดปกติ (Neuropathic Pain):
      • Tingling:* รู้สึกเหมือนมีมดไต่หรือเข็มเล่มเล็ก ๆ หลายเล่มมาทิ่มแทง
      • Burning:* รู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ฝ่าเท้า มักรุนแรงขึ้นเมื่อสัมผัสผ้าห่มตอนนอน
  • ความรู้สึกไวปฏิกิริยา (Allodynia): แม้เพียงการสัมผัสเบา ๆ ของเสื้อผ้าหรือผ้าห่มก็ทำให้รู้สึกเจ็บจนทนไม่ได้
  • อาการทางระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Signs): ผิวหนังบริเวณเท้าจะแห้งตึง แตกง่าย เนื่องจากต่อมเหงื่อทำงานผิดปกติ ขนที่หลังเท้าอาจร่วงหายไป
  • การสูญเสียการทรงตัว: เนื่องจากเส้นประสาทที่ควบคุมการรับรู้ตำแหน่งของข้อต่อเสียไป ทำให้กะระยะก้าวเดินผิดพลาดและล้มง่าย

ปัจจัยเสี่ยง

ไม่ใช่ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนจะเกิดอาการปลายประสาทอักเสบในทันที แต่ปัจจัยเหล่านี้คือ "ตัวเร่ง" ให้โรคมาเร็วขึ้นครับ:

  • ระยะเวลาที่เป็นโรค: ยิ่งเป็นเบาหวานนานเกิน 5-10 ปี ความเสี่ยงยิ่งสูง
  • การควบคุมน้ำตาล: ผู้ที่มีค่า HbA1c สูงกว่า 7.0% อย่างต่อเนื่อง
  • ความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง: ทั้งสองปัจจัยนี้ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงเส้นประสาทเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
  • การสูบบุหรี่: สารพิษในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดตีบและขัดขวางการไหลเวียนเลือดไปที่ปลายเท้า
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต: การไม่เคลื่อนไหวร่างกาย หรือการมีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์

การวินิจฉัย / การตรวจ

เมื่อท่านเริ่มสังเกตเห็น อาการของเบาหวาน ที่ขา แพทย์จะทำการตรวจประเมินดังนี้:

  1. Monofilament Test: ใช้เส้นใยไนลอนเล็ก ๆ จิ้มที่จุดต่าง ๆ บนฝ่าเท้า เพื่อทดสอบการรับน้ำหนักและการสัมผัส (เป็นวิธีมาตรฐานที่ง่ายและแม่นยำที่สุด)
  2. Tuning Fork Test: การใช้ส้อมเสียงเคาะแล้ววางบนกระดูกข้อเท้าเพื่อทดสอบการรับความรู้สึกสั่นสะเทือน
  3. VPT (Vibration Perception Threshold): ใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์วัดระดับความสั่นสะเทือนที่ผู้ป่วยยังรับรู้ได้
  4. NCV (Nerve Conduction Velocity): การตรวจคลื่นไฟฟ้าเส้นประสาทเพื่อดูความเร็วในการส่งสัญญาณ (มักใช้ในรายที่ตรวจร่างกายไม่ชัดเจน)

ตารางข้อมูลสำคัญ: ระดับความรุนแรงและแนวทางการดูแล

ระยะ (Stage)อาการที่พบการสูญเสียความรู้สึกความเสี่ยงต่อการเกิดแผลแนวทางการดูแล
ระยะ 0 (ไม่มี)ไม่มีอาการปกติต่ำคัดกรองปีละ 1 ครั้ง, คุมน้ำตาล
ระยะ 1 (เริ่มต้น)ชายิบยับบางครั้ง, ปวดแสบปวดร้อนมีการสูญเสียเล็กน้อยต่ำ - ปานกลางคุมน้ำตาลเข้มงวด, บริหารเท้า
ระยะ 2 (ปานกลาง)ชาตลอดเวลา, ผิวหนังแห้ง, ขนร่วงสูญเสียชัดเจน (Monofilament > 4 จุด)สูงใช้รองเท้าพิเศษ, ตรวจเท้าทุกวัน
ระยะ 3 (รุนแรง)เท้าบิดเบี้ยว (Charcot Foot), อ่อนแรงสูญเสียสมบูรณ์ (Numb)สูงมากพบผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางทันที
ระยะ 4 (แทรกซ้อน)มีแผลติดเชื้อ, เนื้อตายไม่เจ็บแม้มีแผลเกิดขึ้นแล้วผ่าตัดตัดเนื้อตาย, ยาปฏิชีวนะ

แนวทางการรักษา / การดูแล

การรักษาเบาหวานลงขาต้องอาศัยการประสานงานระหว่าง ภาวะแทรกซ้อนเบาหวาน ที่อาจเกิดขึ้นในระบบอื่น ๆ และการรักษาเฉพาะจุด ดังนี้ครับ:

การรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน

  1. การจัดการที่ต้นเหตุ: ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมาย (HbA1c < 7%) เพื่อชะลอความเสื่อมของเส้นประสาท
  2. การระงับปวดประสาท: แพทย์อาจให้ยาในกลุ่มกันชัก (เช่น Pregabalin, Gabapentin) หรือยากลุ่มต้านเศร้า (เช่น Amitriptyline) ซึ่งมีฤทธิ์ปรับสัญญาณประสาทที่ผิดปกติ ไม่ใช่ยาแก้ปวดทั่วไปนะครับ
  3. การให้วิตามินบำรุง: วิตามินบี 1, 6 และ 12 (โดยเฉพาะ Methylcobalamin) ช่วยในการซ่อมแซมเยื่อหุ้มประสาท

การดูแลทางแพทย์แผนไทยและทางเลือก

  1. การนวดบำบัดแบบระตินัย: เน้นการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด (ลมและโลหิต) โดยการนวดเปิดประตูลมอย่างนุ่มนวล เพื่อช่วยให้สารอาหารไปเลี้ยงปลายเท้าได้ดีขึ้น ปรับสมดุลธาตุที่บกพร่อง
  2. การประคบสมุนไพร: การใช้ความร้อนชื้นจากลูกประคบ (สมุนไพรรสร้อน เช่น ไพล ขมิ้น ผิวมะกรูด) ช่วยขยายหลอดเลือด ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อที่เกิดจาก อาการชาข้างเคียงที่เป็นอยู่
  3. ยาสมุนไพรตำรับบำรุงเส้น: การใช้สมุนไพรที่มีสรรพคุณกระจายลมในเส้น เช่น เถาวัลย์เปรียง เถาเอ็นอ่อน (ภายใต้การกำกับของแพทย์แผนไทย)
  4. การแช่เท้า (Foot Soak): ข้อควรระวังสำคัญ: ผู้ป่วยเบาหวานต้องให้ญาติทดสอบอุณหภูมิน้ำก่อนเสมอ เพราะหากน้ำร้อนเกินไปอาจลวกผิวโดยที่เราไม่รู้สึกเจ็บ การแช่ในน้ำอุ่นสมุนไพรช่วยกระตุ้นการไหลเวียนได้ดีมากครับ

การป้องกันและดูแลตนเอง

การดูแลเท้าคือหน้าที่ประจำวันของผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อป้องกัน ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงจากเบาหวาน ครับ:

  • ตรวจเท้าด้วยตาเปล่าทุกวัน: ใช้กระจกเงาส่องดูใต้ฝ่าเท้าและง่ามนิ้วว่ามีรอยแดง รอยถลอก หรือตุ่มพองหรือไม่
  • รักษาความสะอาดและความชุ่มชื้น: ล้างเท้าด้วยสบู่อ่อน ๆ เช็ดให้แห้งสนิทโดยเฉพาะซอกนิ้ว และทาโลชั่น (ยกเว้นซอกนิ้ว) เพื่อป้องกันผิวแห้งแตก
  • เลือกใส่รองเท้าที่เหมาะสม: ต้องเป็นรองเท้าที่หัวไม่บีบ ระบายอากาศได้ดี และแรงกระแทกต่ำ ใส่ถุงเท้าสีอ่อนเสมอเพื่อให้เห็นรอยเลือดหากมีแผล
  • ห้ามเดินเท้าเปล่า: ไม่ว่าในบ้านหรือนอกบ้าน เพราะสิ่งของเล็ก ๆ อาจทิ่มเท้าโดยที่เราไม่รู้สึก
  • บริหารเท้า: ขยับลัดนิ้วเท้า หมุนข้อเท้าสม่ำเสมอเพื่อช่วยการไหลเวียนเลือด

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ (Red Flags)

หากคุณพบอาการเหล่านี้ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีนะครับ:

  1. มีแผลที่เท้าแล้วไม่หายภายใน 1 สัปดาห์
  2. แผลมีลักษณะแดง บวม ร้อน หรือมีหนอง
  3. สีของผิวหนังที่เท้าเปลี่ยนเป็นสีคล้ำหรือดำ (สัญญาณของเนื้อตาย)
  4. มีไข้ร่วมกับอาการเจ็บปวดที่เท้า
  5. รูปทรงของเท้าผิดปกติไปจากเดิม (นิ้วเก หรือข้อเท้าบวมผิดรูป)

คำถามที่พบบ่อย

ในมุมมองของการแพทย์แผนไทย อาการชาปลายเท้าจากเบาหวานมีเหตุผลเบื้องหลังอย่างไร?

ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย อาการชาปลายเท้าจากเบาหวานมีความสัมพันธ์กับ 'ธาตุลม' ที่ไหลเวียนไม่สะดวก เนื่องจาก 'โลหิต' หรือเลือดมีความหนืดข้นจากระดับน้ำตาลที่สูง ทำให้การไหลเวียนของเลือดและลมปราณเพื่อไปหล่อเลี้ยงส่วนปลายของร่างกายทำได้ไม่ดี ส่งผลให้เกิดอาการชา อ่อนแรง หรือการรับความรู้สึกที่ผิวหนังลดลง เปรียบเสมือนเส้นทางที่ลมควรจะพัดผ่านแต่เกิดการติดขัด

ทำไมผู้ป่วยเบาหวานบางรายถึงรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงที่เท้า เพียงแค่ผ้าห่มสัมผัสเบาๆ?

อาการดังกล่าวเรียกว่า Allodynia หรือภาวะปวดเหตุเสียดสี ซึ่งเป็นลักษณะของอาการปวดจากเส้นประสาทอักเสบโดยตรง เกิดขึ้นเพราะเส้นประสาทที่เสียหายจากการมีน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานทำงานผิดปกติและไวต่อการกระตุ้นเกินจริง ทำให้สัมผัสที่ปกติไม่ควรจะเจ็บปวด เช่น การเสียดสีของเสื้อผ้าหรือผ้าห่ม กลับถูกสมองตีความว่าเป็นความเจ็บปวดรุนแรง โดยเฉพาะช่วงกลางคืน

ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกรองเท้าและถุงเท้าอย่างไรเพื่อป้องกันแผลที่เท้า?

ควรเลือกรองเท้าที่หัวไม่บีบนิ้วเท้า มีความกว้างและนุ่มสบาย สามารถระบายอากาศได้ดีและมีพื้นรองเท้าที่ช่วยลดแรงกระแทก ควรหลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าเสมอ สำหรับถุงเท้าให้เลือกใช้แบบที่ไม่มีตะเข็บแข็งและควรเป็นสีอ่อน เช่น สีขาว เพื่อให้สังเกตเห็นรอยเลือดหรือสิ่งผิดปกติได้ง่ายหากเกิดแผลขึ้นโดยไม่รู้ตัวเนื่องจากอาการชา

วิตามินบี โดยเฉพาะ บี 1-6-12 มีบทบาทอย่างไรในการรักษาอาการชาปลายเท้าจากเบาหวาน?

วิตามินบี 1, 6 และ 12 มีส่วนสำคัญในการบำรุงและซ่อมแซมระบบประสาท โดยเฉพาะวิตามินบี 12 ในรูปแบบเมทิลโคบาลามิน (Methylcobalamin) จะช่วยในกระบวนการสร้างและฟื้นฟูเยื่อหุ้มไมอีลินซึ่งเป็นปลอกหุ้มเส้นประสาท การได้รับวิตามินบีอย่างเพียงพอจึงอาจช่วยบรรเทาอาการและชะลอความเสื่อมของเส้นประสาทในผู้ป่วยเบาหวานได้ อย่างไรก็ตาม การใช้ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

การตรวจปลายประสาทอักเสบจากเบาหวานด้วยส้อมเสียง (Tuning Fork) คืออะไร?

การทดสอบด้วยส้อมเสียงเป็นหนึ่งในวิธีมาตรฐานเพื่อคัดกรองการทำงานของเส้นประสาทที่รับความรู้สึกสั่นสะเทือน แพทย์จะเคาะส้อมเสียงให้สั่นแล้วนำไปวางบนบริเวณปุ่มกระดูกที่ข้อเท้าหรือนิ้วหัวแม่โป้งของผู้ป่วย จากนั้นจึงประเมินว่าผู้ป่วยยังสามารถรับรู้แรงสั่นได้ปกติหรือไม่ หากผู้ป่วยไม่รู้สึกหรือรับรู้ได้น้อยลง แสดงว่าอาจมีความผิดปกติของเส้นประสาทขนาดใหญ่เกิดขึ้นแล้ว

นอกจากอาการชา นอกจากอาการชาแล้ว มีสัญญาณทางผิวหนังใดบ้างที่บ่งบอกถึงภาวะเบาหวานลงขา?

ภาวะปลายประสาทอักเสบจากเบาหวานยังส่งผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมการทำงานของต่อมเหงื่อ ผู้ป่วยอาจสังเกตเห็นว่าผิวหนังบริเวณเท้าแห้งมากผิดปกติ แตกง่าย และอาจมีขนบริเวณหลังเท้าร่วงหายไป อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณว่าต่อมเหงื่อทำงานลดลง ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผิวหนังแตกเป็นแผลและติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

บทความที่เกี่ยวข้อง

สุขภาพที่ดีเริ่มจากการใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อยครับ หากท่านมีอาการชาหรือกังวลเรื่องสุขภาพเท้า อย่ารีรอที่จะเข้ารับการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญนะครับ ด้วยความปรารถนาดีจากระตินัยคลินิกครับ

หน้าหลักของหัวข้อนี้

← กลับไปหน้าหลัก: ภาวะแทรกซ้อนเบาหวาน: ตา ไต เท้า หัวใจ และเส้นประสาท

อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง

เช็กอาการเบาหวานทั้งหมด

  • สัญญาณเบาหวาน

ดูข้อมูลโรคเบาหวานเพิ่มเติม

ต้องการประเมินอาการเพิ่มเติม

สรุปสั้น
  • อาการเริ่มต้นคือ ชา ยิบยับ หรือปวดแสบปวดร้อนมักเป็นตอนกลางคืน
  • ความรุนแรงแบ่งเป็น 4 ระยะ ตั้งแต่สูญเสียความรู้สึกไปจนถึงเกิดแผลเน่า
  • การคัดกรองสำคัญคือการตรวจ Monofilament และ Tuning Fork ประจำปี
บทความแนะนำ

พร้อมจะดูแลตัวเองหรือยัง?

ปรึกษาแพทย์แผนไทยที่ได้รับใบอนุญาต ระตินัยคลินิก ปทุมธานี

ข้อมูลนี้ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ

ผู้เขียน
ระตินัยคลินิก
อัปเดตล่าสุด
เผยแพร่:
ตรวจทาน:

ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ด้านสุขภาพ ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ได้

สรุปสั้น & แชร์ต่อ

คัดลอกหรือส่งต่อให้คนที่บ้านได้ทันที

สรุปสั้น: เบาหวานลงขา อาการชาปลายเท้า: รู้จักโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน

อาการ "เบาหวานลงขา" หรือโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน (Diabetic Neuropathy) เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงสะสมจนทำลายเส้นประสาทและหลอดเลือดขนาดเล็กที่ไปเลี้ยงเส้นประสาท พบได้มากถึง 50% ในผู้ป่วยเบาหวานเรื้อรัง โดยมักเริ่มจากปลายเท้าลามขึ้นมาถึงน่อง (Glove-and-stocking distribution)

ในมุมมองของการแพทย์แผนไทย อาการชาปลายเท้าจากเบาหวานมีเหตุผลเบื้องหลังอย่างไร?

ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย อาการชาปลายเท้าจากเบาหวานมีความสัมพันธ์กับ 'ธาตุลม' ที่ไหลเวียนไม่สะดวก เนื่องจาก 'โลหิต' หรือเลือดมีความหนืดข้นจากระดับน้ำตาลที่สูง ทำให้การไหลเวียนของเลือดและลมปราณเพื่อไปหล่อเลี้ยงส่วนปลายของร่างกายทำได้ไม่ดี ส่งผลให้เกิดอาการชา อ่อนแรง หรือการรับความรู้สึกที่ผิวหนังลดลง เปรียบเสมือนเส้นทางที่ลมควรจะพัดผ่านแต่เกิดการติดขัด

แชร์ให้ครอบครัว

อาการ "เบาหวานลงขา" หรือโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน (Diabetic Neuropathy) เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงสะสมจนทำลายเส้นประสาทและหลอดเลือดขนาดเล็กที่ไปเลี้ยงเส้นประสาท พบได้มากถึง 50% ในผู้ป่วยเบาหวานเรื้อรัง โดยมักเริ่มจากปลายเท้าลามขึ้นมาถึงน่อง (Glove-and-stocking distribution) อ่านฉบับเต็มจากระตินัยคลินิก ปทุมธานี

บทความที่เกี่ยวข้อง

สมุนไพรรักษาเบาหวาน: หลักฐานวิทยาศาสตร์และข้อควรระวัง
ทั่วไป

สมุนไพรรักษาเบาหวาน: หลักฐานวิทยาศาสตร์และข้อควรระวัง

สมุนไพรไทยที่มีงานวิจัยช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้แก่ มะระขี้นก อบเชย กระชายดำ ขมิ้นชัน และฟ้าทะลายโจร แต่ผลลด HbA1c ไม่เกิน 0.3-0.5% และต้องใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบัน ห้ามหยุดยาเองเพราะเสี่ยงน้ำตาลสูงเฉียบพลันและภาวะแทรกซ้อน

7 มิ.ย. 2569 12 นาที
อ่านต่อ
ยา Metformin คืออะไร: วิธีกิน ผลข้างเคียง และข้อควรระวัง
ทั่วไป

ยา Metformin คืออะไร: วิธีกิน ผลข้างเคียง และข้อควรระวัง

Metformin เป็นยาตัวแรกที่แพทย์เลือกใช้ในเบาหวานชนิดที่ 2 เพราะปลอดภัย ไม่ทำให้น้ำตาลต่ำเมื่อใช้เดี่ยว และช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ขนาดเริ่มต้น 500 mg วันละ 1-2 ครั้งหลังอาหาร ค่อย ๆ เพิ่มสูงสุด 2,000 mg/วัน ลด HbA1c ได้ 1-2%

7 มิ.ย. 2569 12 นาที
อ่านต่อ
เบาหวานหายขาดได้ไหม: ความจริงเรื่อง Diabetes Remission
ทั่วไป

เบาหวานหายขาดได้ไหม: ความจริงเรื่อง Diabetes Remission

เบาหวานชนิดที่ 2 สามารถเข้าสู่ระยะสงบ (Diabetes Remission) ได้ในผู้ที่เพิ่งเป็นไม่เกิน 5 ปี โดยลดน้ำหนัก 10-15% ปรับอาหาร และออกกำลังกาย เกณฑ์คือ HbA1c < 6.5% โดยไม่ใช้ยานานกว่า 3 เดือน อย่างไรก็ตามไม่ใช่ "หายขาด" ต้องตรวจติดตามต่อเนื่องเพร

7 มิ.ย. 2569 12 นาที
อ่านต่อ
เครื่องวัดน้ำตาลที่บ้าน: เลือก ใช้ และอ่านผลให้ถูกวิธี
ทั่วไป

เครื่องวัดน้ำตาลที่บ้าน: เลือก ใช้ และอ่านผลให้ถูกวิธี

เครื่องวัดน้ำตาลที่บ้าน (SMBG: Self-Monitoring of Blood Glucose) ช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานเห็นผลของอาหารและยาทันที ผู้ใช้อินซูลินควรวัด 2-4 ครั้ง/วัน ผู้ใช้ยากินวัด 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ เลือกเครื่องที่อ่านง่าย แถบทดสอบหาง่าย รับประกัน อย. และเทียบ

7 มิ.ย. 2569 12 นาที
อ่านต่อ
คู่มือฉีดอินซูลินที่บ้าน: เทคนิค ตำแหน่งฉีด และข้อควรระวัง
ทั่วไป

คู่มือฉีดอินซูลินที่บ้าน: เทคนิค ตำแหน่งฉีด และข้อควรระวัง

การฉีดอินซูลินที่บ้านทำได้ง่ายด้วยปากกาอินซูลิน (Insulin Pen) ฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา หรือสะโพก หมุนตำแหน่งทุกครั้งเพื่อป้องกัน Lipohypertrophy อินซูลินที่ใช้แล้วเก็บอุณหภูมิห้องได้ 28 วัน ส่วนขวดที่ยังไม่เปิดต้องเก็บใน

7 มิ.ย. 2569 12 นาที
อ่านต่อ
เช็กลิสต์พบหมอเบาหวาน: เตรียมตัวอย่างไรให้คุ้มที่สุด
ทั่วไป

เช็กลิสต์พบหมอเบาหวาน: เตรียมตัวอย่างไรให้คุ้มที่สุด

การพบหมอเบาหวานควรนำผลตรวจ HbA1c, บันทึกน้ำตาล 1-3 เดือน, รายการยาที่ใช้, บัตรประชาชนและบัตรนัด ผู้ป่วยที่คุมได้ดีพบแพทย์ทุก 6 เดือน หากคุมไม่ได้ทุก 3 เดือน เตรียมคำถามไว้ล่วงหน้าเพื่อใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด

7 มิ.ย. 2569 12 นาที
อ่านต่อ