เบาหวานลงขา อาการชาปลายเท้า: รู้จักโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน

อาการชาและปวดแสบปวดร้อนเหล่านี้หากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่การสูญเสียความรู้สึกถาวรและแผลเรื้อรังที่รักษายากจนถึงขั้นต้องสูญเสียอวัยวะได้เลยนะครับ
ประเด็นสำคัญ
- อาการเริ่มต้นคือ ชา ยิบยับ หรือปวดแสบปวดร้อนมักเป็นตอนกลางคืน
- ความรุนแรงแบ่งเป็น 4 ระยะ ตั้งแต่สูญเสียความรู้สึกไปจนถึงเกิดแผลเน่า
- การคัดกรองสำคัญคือการตรวจ Monofilament และ Tuning Fork ประจำปี
- การควบคุมระดับน้ำตาล (HbA1c < 7.0%) คือหัวใจหลักในการหยุดยั้งโรค
สารบัญ
- ทำความเข้าใจโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน
- สาเหตุ / กลไก: ทำไมเบาหวานถึงทำให้ "ลงขา"
- อาการและสัญญาณเตือน
- ปัจจัยเสี่ยง
- การวินิจฉัย / การตรวจ
- ตารางข้อมูลสำคัญ: ระดับความรุนแรงและแนวทางการดูแล
- แนวทางการรักษา / การดูแล
- การรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน
- การดูแลทางแพทย์แผนไทยและทางเลือก
- การป้องกันและดูแลตนเอง
- เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ (Red Flags)
- คำถามที่พบบ่อย
- ในมุมมองของการแพทย์แผนไทย อาการชาปลายเท้าจากเบาหวานมีเหตุผลเบื้องหลังอย่างไร?
- ทำไมผู้ป่วยเบาหวานบางรายถึงรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงที่เท้า เพียงแค่ผ้าห่มสัมผัสเบาๆ?
- ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกรองเท้าและถุงเท้าอย่างไรเพื่อป้องกันแผลที่เท้า?
- วิตามินบี โดยเฉพาะ บี 1-6-12 มีบทบาทอย่างไรในการรักษาอาการชาปลายเท้าจากเบาหวาน?
- การตรวจปลายประสาทอักเสบจากเบาหวานด้วยส้อมเสียง (Tuning Fork) คืออะไร?
- นอกจากอาการชา นอกจากอาการชาแล้ว มีสัญญาณทางผิวหนังใดบ้างที่บ่งบอกถึงภาวะเบาหวานลงขา?
- บทความที่เกี่ยวข้อง
- หน้าหลักของหัวข้อนี้
- อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยวข้อง
- บทความที่เกี่ยวข้อง
- เช็กอาการเบาหวานทั้งหมด
- ดูข้อมูลโรคเบาหวานเพิ่มเติม
- ต้องการประเมินอาการเพิ่มเติม
เคยสังเกตไหม… อาการยิบยับที่ปลายเท้าหรือความรู้สึกเหมือนเข็มเล็ก ๆ ทิ่มแทงตลอดเวลา ที่ดูเหมือนเรื่องเล็กจากการเดินเยอะ แต่กลับกลายเป็นสัญญาณเตือนภัยเงียบที่ร้ายแรงอย่าง "เบาหวานลงขา"
อาการชาและปวดแสบปวดร้อนเหล่านี้หากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่การสูญเสียความรู้สึกถาวรและแผลเรื้อรังที่รักษายากจนถึงขั้นต้องสูญเสียอวัยวะได้เลยนะครับ
คำตอบสั้น ๆ: อาการ "เบาหวานลงขา" หรือโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน (Diabetic Neuropathy) เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงสะสมจนทำลายเส้นประสาทและหลอดเลือดขนาดเล็กที่ไปเลี้ยงเส้นประสาท พบได้มากถึง 50% ในผู้ป่วยเบาหวานเรื้อรัง โดยมักเริ่มจากปลายเท้าลามขึ้นมาถึงน่อง (Glove-and-stocking distribution)
- อาการเริ่มต้นคือ ชา ยิบยับ หรือปวดแสบปวดร้อนมักเป็นตอนกลางคืน
- ความรุนแรงแบ่งเป็น 4 ระยะ ตั้งแต่สูญเสียความรู้สึกไปจนถึงเกิดแผลเน่า
- การคัดกรองสำคัญคือการตรวจ Monofilament และ Tuning Fork ประจำปี
- การควบคุมระดับน้ำตาล (HbA1c < 7.0%) คือหัวใจหลักในการหยุดยั้งโรค
ทำความเข้าใจโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน
โรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า Diabetic Peripheral Neuropathy (DPN) คือภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยเบาหวานครับ เมื่อร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน น้ำตาลเหล่านั้นจะเข้าไปรบกวนการส่งสัญญาณของเส้นประสาท และทำให้ผนังหลอดเลือดฝอยที่นำสารอาหารไปเลี้ยงเส้นประสาทตีบตันและเสื่อมสภาพลง
ในมุมมองของแพทย์แผนไทย อาการ เบาหวานลงขา อาการ เหล่านี้มีความสัมพันธ์กับ "ธาตุลม" ที่ไหลเวียนไม่สะดวก เนื่องจาก "โลหิต" มีความหนืดจากน้ำตาลสูง (เสมือนเสมหะไปกำเริบในเลือด) ทำให้ลมพัดไปเลี้ยงส่วนปลายได้ไม่เต็มที่ เกิดอาการชา อ่อนแรง หรือที่เรียกว่าภาวะ "สัมประชัญญะ" ของผิวหนังลดลงนั่นเองครับ
หัวใจสำคัญที่ผู้ป่วยควรทราบคือ ความเสียหายของเส้นประสาทมักจะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ จนเราไม่ทันสังเกต และเมื่อเริ่มมี อาการเบาหวาน ปรากฏให้เห็นเด่นชัด นั่นหมายความว่าเส้นประสาทอาจได้รับความเสียหายไปแล้วกว่า 30-50% ครับ
สาเหตุ / กลไก: ทำไมเบาหวานถึงทำให้ "ลงขา"
กลไกการเกิดโรคมีความซับซ้อนและเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยร่วมกัน ดังนี้ครับ:
- กลไกทางเมตาบอลิซึม (Metabolic Pathway): เมื่อน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเป็น "ซอร์บิทอล" (Sorbitol) ซึ่งมีคุณสมบัติดึงน้ำเข้าสู่เซลล์ประสาท ทำให้เซลล์บวมและสูญเสียหน้าที่
- ภาวะอักเสบและอนุมูลอิสระ: น้ำตาลที่สูงกระตุ้นให้เกิดสารอนุมูลอิสระ (Oxidative Stress) ซึ่งเข้าไปโจมตีโครงสร้างของเส้นประสาทโดยตรง
- การขาดเลือดเลี้ยง (Vascular Factor): น้ำตาลสะสมทำให้หลอดเลือดขนาดเล็ก (Vasa Nervorum) แข็งตัวและตีบ ส่งผลให้เส้นประสาท "ขาดเลือดและออกซิเจน" จนค่อย ๆ ตายลง
- ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน: ในผู้ป่วยบางราย ร่างกายอาจสร้างสารต้านทานที่ทำลายเยื่อหุ้มประสาทของตนเองร่วมด้วย
อาการและสัญญาณเตือน
อาการของเบาหวานลงขามีความหลากหลาย แต่มีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า "Glove-and-stocking distribution" คืออาการมักเริ่มที่เท้าทั้งสองข้างพร้อม ๆ กัน (เหมือนสวมถุงเท้า) แล้วค่อย ๆ ลามขึ้นมาที่มือ (เหมือนสวมถุงมือ) โดยสัญญาณที่ต้องระวังมีดังนี้ครับ:
- อาการชา (Numbness): รู้สึกเหมือนเนื้อหนา ๆ สัมผัสสิ่งของได้ไม่ชัดเจน เดินแล้วรู้สึกเหมือนเดินบนสำลีหรือเดินบนพรม
- อาการเจ็บปวดที่ผิดปกติ (Neuropathic Pain):
-
- Tingling:* รู้สึกเหมือนมีมดไต่หรือเข็มเล่มเล็ก ๆ หลายเล่มมาทิ่มแทง
-
- Burning:* รู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ฝ่าเท้า มักรุนแรงขึ้นเมื่อสัมผัสผ้าห่มตอนนอน
-
- ความรู้สึกไวปฏิกิริยา (Allodynia): แม้เพียงการสัมผัสเบา ๆ ของเสื้อผ้าหรือผ้าห่มก็ทำให้รู้สึกเจ็บจนทนไม่ได้
- อาการทางระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Signs): ผิวหนังบริเวณเท้าจะแห้งตึง แตกง่าย เนื่องจากต่อมเหงื่อทำงานผิดปกติ ขนที่หลังเท้าอาจร่วงหายไป
- การสูญเสียการทรงตัว: เนื่องจากเส้นประสาทที่ควบคุมการรับรู้ตำแหน่งของข้อต่อเสียไป ทำให้กะระยะก้าวเดินผิดพลาดและล้มง่าย
ปัจจัยเสี่ยง
ไม่ใช่ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนจะเกิดอาการปลายประสาทอักเสบในทันที แต่ปัจจัยเหล่านี้คือ "ตัวเร่ง" ให้โรคมาเร็วขึ้นครับ:
- ระยะเวลาที่เป็นโรค: ยิ่งเป็นเบาหวานนานเกิน 5-10 ปี ความเสี่ยงยิ่งสูง
- การควบคุมน้ำตาล: ผู้ที่มีค่า HbA1c สูงกว่า 7.0% อย่างต่อเนื่อง
- ความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง: ทั้งสองปัจจัยนี้ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงเส้นประสาทเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
- การสูบบุหรี่: สารพิษในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดตีบและขัดขวางการไหลเวียนเลือดไปที่ปลายเท้า
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต: การไม่เคลื่อนไหวร่างกาย หรือการมีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์
การวินิจฉัย / การตรวจ
เมื่อท่านเริ่มสังเกตเห็น อาการของเบาหวาน ที่ขา แพทย์จะทำการตรวจประเมินดังนี้:
- Monofilament Test: ใช้เส้นใยไนลอนเล็ก ๆ จิ้มที่จุดต่าง ๆ บนฝ่าเท้า เพื่อทดสอบการรับน้ำหนักและการสัมผัส (เป็นวิธีมาตรฐานที่ง่ายและแม่นยำที่สุด)
- Tuning Fork Test: การใช้ส้อมเสียงเคาะแล้ววางบนกระดูกข้อเท้าเพื่อทดสอบการรับความรู้สึกสั่นสะเทือน
- VPT (Vibration Perception Threshold): ใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์วัดระดับความสั่นสะเทือนที่ผู้ป่วยยังรับรู้ได้
- NCV (Nerve Conduction Velocity): การตรวจคลื่นไฟฟ้าเส้นประสาทเพื่อดูความเร็วในการส่งสัญญาณ (มักใช้ในรายที่ตรวจร่างกายไม่ชัดเจน)
ตารางข้อมูลสำคัญ: ระดับความรุนแรงและแนวทางการดูแล
| ระยะ (Stage) | อาการที่พบ | การสูญเสียความรู้สึก | ความเสี่ยงต่อการเกิดแผล | แนวทางการดูแล |
|---|---|---|---|---|
| ระยะ 0 (ไม่มี) | ไม่มีอาการ | ปกติ | ต่ำ | คัดกรองปีละ 1 ครั้ง, คุมน้ำตาล |
| ระยะ 1 (เริ่มต้น) | ชายิบยับบางครั้ง, ปวดแสบปวดร้อน | มีการสูญเสียเล็กน้อย | ต่ำ - ปานกลาง | คุมน้ำตาลเข้มงวด, บริหารเท้า |
| ระยะ 2 (ปานกลาง) | ชาตลอดเวลา, ผิวหนังแห้ง, ขนร่วง | สูญเสียชัดเจน (Monofilament > 4 จุด) | สูง | ใช้รองเท้าพิเศษ, ตรวจเท้าทุกวัน |
| ระยะ 3 (รุนแรง) | เท้าบิดเบี้ยว (Charcot Foot), อ่อนแรง | สูญเสียสมบูรณ์ (Numb) | สูงมาก | พบผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางทันที |
| ระยะ 4 (แทรกซ้อน) | มีแผลติดเชื้อ, เนื้อตาย | ไม่เจ็บแม้มีแผล | เกิดขึ้นแล้ว | ผ่าตัดตัดเนื้อตาย, ยาปฏิชีวนะ |
แนวทางการรักษา / การดูแล
การรักษาเบาหวานลงขาต้องอาศัยการประสานงานระหว่าง ภาวะแทรกซ้อนเบาหวาน ที่อาจเกิดขึ้นในระบบอื่น ๆ และการรักษาเฉพาะจุด ดังนี้ครับ:
การรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน
- การจัดการที่ต้นเหตุ: ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมาย (HbA1c < 7%) เพื่อชะลอความเสื่อมของเส้นประสาท
- การระงับปวดประสาท: แพทย์อาจให้ยาในกลุ่มกันชัก (เช่น Pregabalin, Gabapentin) หรือยากลุ่มต้านเศร้า (เช่น Amitriptyline) ซึ่งมีฤทธิ์ปรับสัญญาณประสาทที่ผิดปกติ ไม่ใช่ยาแก้ปวดทั่วไปนะครับ
- การให้วิตามินบำรุง: วิตามินบี 1, 6 และ 12 (โดยเฉพาะ Methylcobalamin) ช่วยในการซ่อมแซมเยื่อหุ้มประสาท
การดูแลทางแพทย์แผนไทยและทางเลือก
- การนวดบำบัดแบบระตินัย: เน้นการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด (ลมและโลหิต) โดยการนวดเปิดประตูลมอย่างนุ่มนวล เพื่อช่วยให้สารอาหารไปเลี้ยงปลายเท้าได้ดีขึ้น ปรับสมดุลธาตุที่บกพร่อง
- การประคบสมุนไพร: การใช้ความร้อนชื้นจากลูกประคบ (สมุนไพรรสร้อน เช่น ไพล ขมิ้น ผิวมะกรูด) ช่วยขยายหลอดเลือด ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อที่เกิดจาก อาการชาข้างเคียงที่เป็นอยู่
- ยาสมุนไพรตำรับบำรุงเส้น: การใช้สมุนไพรที่มีสรรพคุณกระจายลมในเส้น เช่น เถาวัลย์เปรียง เถาเอ็นอ่อน (ภายใต้การกำกับของแพทย์แผนไทย)
- การแช่เท้า (Foot Soak): ข้อควรระวังสำคัญ: ผู้ป่วยเบาหวานต้องให้ญาติทดสอบอุณหภูมิน้ำก่อนเสมอ เพราะหากน้ำร้อนเกินไปอาจลวกผิวโดยที่เราไม่รู้สึกเจ็บ การแช่ในน้ำอุ่นสมุนไพรช่วยกระตุ้นการไหลเวียนได้ดีมากครับ
การป้องกันและดูแลตนเอง
การดูแลเท้าคือหน้าที่ประจำวันของผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อป้องกัน ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงจากเบาหวาน ครับ:
- ตรวจเท้าด้วยตาเปล่าทุกวัน: ใช้กระจกเงาส่องดูใต้ฝ่าเท้าและง่ามนิ้วว่ามีรอยแดง รอยถลอก หรือตุ่มพองหรือไม่
- รักษาความสะอาดและความชุ่มชื้น: ล้างเท้าด้วยสบู่อ่อน ๆ เช็ดให้แห้งสนิทโดยเฉพาะซอกนิ้ว และทาโลชั่น (ยกเว้นซอกนิ้ว) เพื่อป้องกันผิวแห้งแตก
- เลือกใส่รองเท้าที่เหมาะสม: ต้องเป็นรองเท้าที่หัวไม่บีบ ระบายอากาศได้ดี และแรงกระแทกต่ำ ใส่ถุงเท้าสีอ่อนเสมอเพื่อให้เห็นรอยเลือดหากมีแผล
- ห้ามเดินเท้าเปล่า: ไม่ว่าในบ้านหรือนอกบ้าน เพราะสิ่งของเล็ก ๆ อาจทิ่มเท้าโดยที่เราไม่รู้สึก
- บริหารเท้า: ขยับลัดนิ้วเท้า หมุนข้อเท้าสม่ำเสมอเพื่อช่วยการไหลเวียนเลือด
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ (Red Flags)
หากคุณพบอาการเหล่านี้ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีนะครับ:
- มีแผลที่เท้าแล้วไม่หายภายใน 1 สัปดาห์
- แผลมีลักษณะแดง บวม ร้อน หรือมีหนอง
- สีของผิวหนังที่เท้าเปลี่ยนเป็นสีคล้ำหรือดำ (สัญญาณของเนื้อตาย)
- มีไข้ร่วมกับอาการเจ็บปวดที่เท้า
- รูปทรงของเท้าผิดปกติไปจากเดิม (นิ้วเก หรือข้อเท้าบวมผิดรูป)
คำถามที่พบบ่อย
ในมุมมองของการแพทย์แผนไทย อาการชาปลายเท้าจากเบาหวานมีเหตุผลเบื้องหลังอย่างไร?
ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย อาการชาปลายเท้าจากเบาหวานมีความสัมพันธ์กับ 'ธาตุลม' ที่ไหลเวียนไม่สะดวก เนื่องจาก 'โลหิต' หรือเลือดมีความหนืดข้นจากระดับน้ำตาลที่สูง ทำให้การไหลเวียนของเลือดและลมปราณเพื่อไปหล่อเลี้ยงส่วนปลายของร่างกายทำได้ไม่ดี ส่งผลให้เกิดอาการชา อ่อนแรง หรือการรับความรู้สึกที่ผิวหนังลดลง เปรียบเสมือนเส้นทางที่ลมควรจะพัดผ่านแต่เกิดการติดขัด
ทำไมผู้ป่วยเบาหวานบางรายถึงรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงที่เท้า เพียงแค่ผ้าห่มสัมผัสเบาๆ?
อาการดังกล่าวเรียกว่า Allodynia หรือภาวะปวดเหตุเสียดสี ซึ่งเป็นลักษณะของอาการปวดจากเส้นประสาทอักเสบโดยตรง เกิดขึ้นเพราะเส้นประสาทที่เสียหายจากการมีน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานทำงานผิดปกติและไวต่อการกระตุ้นเกินจริง ทำให้สัมผัสที่ปกติไม่ควรจะเจ็บปวด เช่น การเสียดสีของเสื้อผ้าหรือผ้าห่ม กลับถูกสมองตีความว่าเป็นความเจ็บปวดรุนแรง โดยเฉพาะช่วงกลางคืน
ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกรองเท้าและถุงเท้าอย่างไรเพื่อป้องกันแผลที่เท้า?
ควรเลือกรองเท้าที่หัวไม่บีบนิ้วเท้า มีความกว้างและนุ่มสบาย สามารถระบายอากาศได้ดีและมีพื้นรองเท้าที่ช่วยลดแรงกระแทก ควรหลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าเสมอ สำหรับถุงเท้าให้เลือกใช้แบบที่ไม่มีตะเข็บแข็งและควรเป็นสีอ่อน เช่น สีขาว เพื่อให้สังเกตเห็นรอยเลือดหรือสิ่งผิดปกติได้ง่ายหากเกิดแผลขึ้นโดยไม่รู้ตัวเนื่องจากอาการชา
วิตามินบี โดยเฉพาะ บี 1-6-12 มีบทบาทอย่างไรในการรักษาอาการชาปลายเท้าจากเบาหวาน?
วิตามินบี 1, 6 และ 12 มีส่วนสำคัญในการบำรุงและซ่อมแซมระบบประสาท โดยเฉพาะวิตามินบี 12 ในรูปแบบเมทิลโคบาลามิน (Methylcobalamin) จะช่วยในกระบวนการสร้างและฟื้นฟูเยื่อหุ้มไมอีลินซึ่งเป็นปลอกหุ้มเส้นประสาท การได้รับวิตามินบีอย่างเพียงพอจึงอาจช่วยบรรเทาอาการและชะลอความเสื่อมของเส้นประสาทในผู้ป่วยเบาหวานได้ อย่างไรก็ตาม การใช้ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์
การตรวจปลายประสาทอักเสบจากเบาหวานด้วยส้อมเสียง (Tuning Fork) คืออะไร?
การทดสอบด้วยส้อมเสียงเป็นหนึ่งในวิธีมาตรฐานเพื่อคัดกรองการทำงานของเส้นประสาทที่รับความรู้สึกสั่นสะเทือน แพทย์จะเคาะส้อมเสียงให้สั่นแล้วนำไปวางบนบริเวณปุ่มกระดูกที่ข้อเท้าหรือนิ้วหัวแม่โป้งของผู้ป่วย จากนั้นจึงประเมินว่าผู้ป่วยยังสามารถรับรู้แรงสั่นได้ปกติหรือไม่ หากผู้ป่วยไม่รู้สึกหรือรับรู้ได้น้อยลง แสดงว่าอาจมีความผิดปกติของเส้นประสาทขนาดใหญ่เกิดขึ้นแล้ว
นอกจากอาการชา นอกจากอาการชาแล้ว มีสัญญาณทางผิวหนังใดบ้างที่บ่งบอกถึงภาวะเบาหวานลงขา?
ภาวะปลายประสาทอักเสบจากเบาหวานยังส่งผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมการทำงานของต่อมเหงื่อ ผู้ป่วยอาจสังเกตเห็นว่าผิวหนังบริเวณเท้าแห้งมากผิดปกติ แตกง่าย และอาจมีขนบริเวณหลังเท้าร่วงหายไป อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณว่าต่อมเหงื่อทำงานลดลง ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผิวหนังแตกเป็นแผลและติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
บทความที่เกี่ยวข้อง
- การดูแลแผลเบาหวานเบื้องต้นและการสังเกตอาการติดเชื้อ
- รู้จักภาวะแทรกซ้อน: เมื่อเบาหวานเริ่มกระทบระบบไต
- อันตรายจากภาวะไตวายในผู้ป่วยเบาหวานที่คุมระดับน้ำตาลไม่ได้
- ความสัมพันธ์ระหว่างระดับน้ำตาลในเลือดและความเสี่ยงโรคหัวใจ
- ทำไมคนเป็นเบาหวานถึงมีอาการตาพร่ามัวบ่อยครั้ง
- สัญญาณเตือนโรคตาจากเบาหวานที่คุณไม่ควรละเลย
สุขภาพที่ดีเริ่มจากการใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อยครับ หากท่านมีอาการชาหรือกังวลเรื่องสุขภาพเท้า อย่ารีรอที่จะเข้ารับการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญนะครับ ด้วยความปรารถนาดีจากระตินัยคลินิกครับ
หน้าหลักของหัวข้อนี้
← กลับไปหน้าหลัก: ภาวะแทรกซ้อนเบาหวาน: ตา ไต เท้า หัวใจ และเส้นประสาท
อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง
- blurry vision diabetes risk
- diabetes constant hunger
- dehydration diabetes risk
- ปัสสาวะบ่อยเป็นสัญญาณอะไร
- diabetes weight loss
เช็กอาการเบาหวานทั้งหมด
- สัญญาณเบาหวาน
ดูข้อมูลโรคเบาหวานเพิ่มเติม
ต้องการประเมินอาการเพิ่มเติม
- อาการเริ่มต้นคือ ชา ยิบยับ หรือปวดแสบปวดร้อนมักเป็นตอนกลางคืน
- ความรุนแรงแบ่งเป็น 4 ระยะ ตั้งแต่สูญเสียความรู้สึกไปจนถึงเกิดแผลเน่า
- การคัดกรองสำคัญคือการตรวจ Monofilament และ Tuning Fork ประจำปี
พร้อมจะดูแลตัวเองหรือยัง?
ปรึกษาแพทย์แผนไทยที่ได้รับใบอนุญาต ระตินัยคลินิก ปทุมธานี
ข้อมูลนี้ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ
ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ด้านสุขภาพ ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ได้
สรุปสั้น & แชร์ต่อ
คัดลอกหรือส่งต่อให้คนที่บ้านได้ทันทีสรุปสั้น: เบาหวานลงขา อาการชาปลายเท้า: รู้จักโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน
อาการ "เบาหวานลงขา" หรือโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน (Diabetic Neuropathy) เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงสะสมจนทำลายเส้นประสาทและหลอดเลือดขนาดเล็กที่ไปเลี้ยงเส้นประสาท พบได้มากถึง 50% ในผู้ป่วยเบาหวานเรื้อรัง โดยมักเริ่มจากปลายเท้าลามขึ้นมาถึงน่อง (Glove-and-stocking distribution)
ในมุมมองของการแพทย์แผนไทย อาการชาปลายเท้าจากเบาหวานมีเหตุผลเบื้องหลังอย่างไร?
ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย อาการชาปลายเท้าจากเบาหวานมีความสัมพันธ์กับ 'ธาตุลม' ที่ไหลเวียนไม่สะดวก เนื่องจาก 'โลหิต' หรือเลือดมีความหนืดข้นจากระดับน้ำตาลที่สูง ทำให้การไหลเวียนของเลือดและลมปราณเพื่อไปหล่อเลี้ยงส่วนปลายของร่างกายทำได้ไม่ดี ส่งผลให้เกิดอาการชา อ่อนแรง หรือการรับความรู้สึกที่ผิวหนังลดลง เปรียบเสมือนเส้นทางที่ลมควรจะพัดผ่านแต่เกิดการติดขัด
แชร์ให้ครอบครัว
อาการ "เบาหวานลงขา" หรือโรคปลายประสาทอักเสบจากเบาหวาน (Diabetic Neuropathy) เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงสะสมจนทำลายเส้นประสาทและหลอดเลือดขนาดเล็กที่ไปเลี้ยงเส้นประสาท พบได้มากถึง 50% ในผู้ป่วยเบาหวานเรื้อรัง โดยมักเริ่มจากปลายเท้าลามขึ้นมาถึงน่อง (Glove-and-stocking distribution) อ่านฉบับเต็มจากระตินัยคลินิก ปทุมธานี
บทความที่เกี่ยวข้อง

สมุนไพรรักษาเบาหวาน: หลักฐานวิทยาศาสตร์และข้อควรระวัง
สมุนไพรไทยที่มีงานวิจัยช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้แก่ มะระขี้นก อบเชย กระชายดำ ขมิ้นชัน และฟ้าทะลายโจร แต่ผลลด HbA1c ไม่เกิน 0.3-0.5% และต้องใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบัน ห้ามหยุดยาเองเพราะเสี่ยงน้ำตาลสูงเฉียบพลันและภาวะแทรกซ้อน

ยา Metformin คืออะไร: วิธีกิน ผลข้างเคียง และข้อควรระวัง
Metformin เป็นยาตัวแรกที่แพทย์เลือกใช้ในเบาหวานชนิดที่ 2 เพราะปลอดภัย ไม่ทำให้น้ำตาลต่ำเมื่อใช้เดี่ยว และช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ขนาดเริ่มต้น 500 mg วันละ 1-2 ครั้งหลังอาหาร ค่อย ๆ เพิ่มสูงสุด 2,000 mg/วัน ลด HbA1c ได้ 1-2%

เบาหวานหายขาดได้ไหม: ความจริงเรื่อง Diabetes Remission
เบาหวานชนิดที่ 2 สามารถเข้าสู่ระยะสงบ (Diabetes Remission) ได้ในผู้ที่เพิ่งเป็นไม่เกิน 5 ปี โดยลดน้ำหนัก 10-15% ปรับอาหาร และออกกำลังกาย เกณฑ์คือ HbA1c < 6.5% โดยไม่ใช้ยานานกว่า 3 เดือน อย่างไรก็ตามไม่ใช่ "หายขาด" ต้องตรวจติดตามต่อเนื่องเพร

เครื่องวัดน้ำตาลที่บ้าน: เลือก ใช้ และอ่านผลให้ถูกวิธี
เครื่องวัดน้ำตาลที่บ้าน (SMBG: Self-Monitoring of Blood Glucose) ช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานเห็นผลของอาหารและยาทันที ผู้ใช้อินซูลินควรวัด 2-4 ครั้ง/วัน ผู้ใช้ยากินวัด 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ เลือกเครื่องที่อ่านง่าย แถบทดสอบหาง่าย รับประกัน อย. และเทียบ

คู่มือฉีดอินซูลินที่บ้าน: เทคนิค ตำแหน่งฉีด และข้อควรระวัง
การฉีดอินซูลินที่บ้านทำได้ง่ายด้วยปากกาอินซูลิน (Insulin Pen) ฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา หรือสะโพก หมุนตำแหน่งทุกครั้งเพื่อป้องกัน Lipohypertrophy อินซูลินที่ใช้แล้วเก็บอุณหภูมิห้องได้ 28 วัน ส่วนขวดที่ยังไม่เปิดต้องเก็บใน

เช็กลิสต์พบหมอเบาหวาน: เตรียมตัวอย่างไรให้คุ้มที่สุด
การพบหมอเบาหวานควรนำผลตรวจ HbA1c, บันทึกน้ำตาล 1-3 เดือน, รายการยาที่ใช้, บัตรประชาชนและบัตรนัด ผู้ป่วยที่คุมได้ดีพบแพทย์ทุก 6 เดือน หากคุมไม่ได้ทุก 3 เดือน เตรียมคำถามไว้ล่วงหน้าเพื่อใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด