ทั่วไป

ตาพร่ามัวจากเบาหวาน: อาการเบาหวานขึ้นจอประสาทตาที่ต้องระวัง

3 นาทีอ่าน597 คำตรวจทานล่าสุด 20 มิถุนายน 2569
5 มิถุนายน 2569 8 นาที· ระตินัยคลินิก
ตาพร่ามัวจากเบาหวาน: อาการเบาหวานขึ้นจอประสาทตาที่ต้องระวัง

ผู้ป่วยเบาหวานหลายท่านมักมองข้ามความพร่ามัวเล็กน้อยในตอนเช้า หรือการเห็นจุดดำลอยไปมา โดยไม่รู้เลยว่านั่นคือเลือดที่กำลังซึมออกจากหลอดเลือดเล็ก ๆ ในดวงตาครับ

ประเด็นสำคัญ

  • อาการเริ่มแรกมักไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจนจนกว่ารอยโรคจะถึงจุดสำคัญ
  • สัญญาณอันตรายคือ เห็นจุดดำลอยไปมา (Floaters) เหมือนหยากไย่ หรือภาพบิดเบี้ยว
  • การสูญเสียการมองเห็นเฉียบพลันมักเกิดจากเลือดออกในวุ้นตา หรือจอประสาทตาลอก
  • การตรวจคัดกรองจอประสาทตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง คือหัวใจสำคัญของการป้องกันตาบอด
สารบัญ
  1. ทำความเข้าใจอาการตาพร่ามัวจากเบาหวาน (Diabetic Retinopathy)
  2. สาเหตุและกลไกการเกิดโรค
  3. อาการและสัญญาณเตือน: แบ่งตามระยะของโรค
  4. 1. ระยะยังไม่มีเส้นเลือดงอกใหม่ (Non-proliferative Diabetic Retinopathy - NPDR)
  5. 2. ระยะที่มีเส้นเลือดงอกใหม่ (Proliferative Diabetic Retinopathy - PDR)
  6. ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ตาบอดเร็วขึ้น
  7. การวินิจฉัยและตรวจสุขภาพตา
  8. ตารางข้อมูลสำคัญ: เกณฑ์สุขภาพดวงตาและการตรวจติดตาม
  9. แนวทางการรักษาและการดูแล
  10. แนวทางแพทย์แผนปัจจุบัน
  11. แนวทางแพทย์แผนไทย (ระตินัยคลินิก)
  12. การป้องกันและดูแลตนเอง
  13. เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ (Red Flags)
  14. คำถามที่พบบ่อย
  15. ทำไมผู้ป่วยโรคไตจากเบาหวานจึงมักมีปัญหาเบาหวานขึ้นตาร่วมด้วย?
  16. อาการเห็นจุดดำลอยไปมากับเห็นแสงวาบในตาจากเบาหวาน เกิดจากอะไรและอันตรายแค่ไหน?
  17. การตั้งครรภ์เพิ่มความเสี่ยงให้ภาวะเบาหวานขึ้นตารุนแรงขึ้นจริงหรือไม่?
  18. การยิงเลเซอร์เพื่อรักษาเบาหวานขึ้นตามีหลักการทำงานอย่างไร?
  19. ในมุมมองแพทย์แผนไทย เบาหวานขึ้นจอประสาทตามีสาเหตุจากอะไร?
  20. ผู้ป่วยเบาหวานขึ้นตาระยะรุนแรง ควรระวังเรื่องการออกกำลังกายอย่างไร?
  21. บทความที่เกี่ยวข้อง
  22. หน้าหลักของหัวข้อนี้
  23. หลายคนที่มีอาการนี้ มักอ่านต่อเรื่องเหล่านี้
  24. บทความที่เกี่ยวข้อง
  25. เช็กอาการเบาหวานทั้งหมด
  26. ดูข้อมูลโรคเบาหวานเพิ่มเติม
  27. ต้องการประเมินอาการเพิ่มเติม

เคยสังเกตไหม… อาการตาพร่ามัวที่ดูเหมือนแค่สายตาสั้นหรือยาวตามวัย แต่กลับกลายเป็นสัญญาณเตือนภัยเงียบที่นำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นถาวร ผู้ป่วยเบาหวานหลายท่านมักมองข้ามความพร่ามัวเล็กน้อยในตอนเช้า หรือการเห็นจุดดำลอยไปมา โดยไม่รู้เลยว่านั่นคือเลือดที่กำลังซึมออกจากหลอดเลือดเล็ก ๆ ในดวงตาครับ

คำตอบสั้น ๆ: อาการตาพร่ามัวจากเบาหวาน หรือ "เบาหวานขึ้นจอประสาทตา" (Diabetic Retinopathy) เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังจนทำลายหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงจอประสาทตา แบ่งเป็น 2 ระยะหลักคือ NPDR (ระยะเริ่มแรกที่มีเส้นเลือดโป่งพอง) และ PDR (ระยะรุนแรงที่มีเส้นเลือดงอกใหม่) หากค่าเฉลี่ยน้ำตาลสะสม (HbA1c) สูงเกิน 7% ติดต่อกันนานหลายปี ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณครับ

  • อาการเริ่มแรกมักไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจนจนกว่ารอยโรคจะถึงจุดสำคัญ
  • สัญญาณอันตรายคือ เห็นจุดดำลอยไปมา (Floaters) เหมือนหยากไย่ หรือภาพบิดเบี้ยว
  • การสูญเสียการมองเห็นเฉียบพลันมักเกิดจากเลือดออกในวุ้นตา หรือจอประสาทตาลอก
  • การตรวจคัดกรองจอประสาทตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง คือหัวใจสำคัญของการป้องกันตาบอด

ทำความเข้าใจอาการตาพร่ามัวจากเบาหวาน (Diabetic Retinopathy)

เบาหวานขึ้นจอประสาทตา คือภาวะแทรกซ้อนทางตาที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ทั้งชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ครับ กลไกสำคัญเกิดจากการที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดฝอยที่จอประสาทตาเสื่อมสภาพลง หลอดเลือดเหล่านี้จะเริ่มเปราะ รั่วซึม หรืออุดตัน

เมื่อจอประสาทตาซึ่งทำหน้าที่เหมือน "ฟิล์มถ่ายรูป" ขาดเลือดไปเลี้ยง หรือมีของเหลวและเลือดรั่วออกมาทับถม จะทำให้การรับภาพผิดเพี้ยนไป หลายท่านอาจเริ่มจาก อาการของเบาหวาน ที่ส่งผลต่อร่างกายส่วนอื่นก่อน เช่น หิวน้ำบ่อย หรือปัสสาวะกลางคืน แต่ความเสียหายที่ดวงตามักดำเนินไปอย่างเงียบเชียบจนน่ากลัวครับ

ในมุมมองของแพทย์แผนไทย เรามองว่าอาการนี้เกิดจาก "ทางสมุฏฐาน" ของโลหิตและลมที่ไหลเวียนไม่สะดวก เมื่อความร้อนในร่างกายสูงเกินไปจากระดับน้ำตาลที่สะสม (ทางแผนไทยอาจมองว่าเป็นความเสียสมดุลของธาตุไฟและน้ำ) ทำให้เลือดมีลักษณะหนืดข้น ส่งผลให้สารอาหารไปเลี้ยง "จักษุประสาท" ได้ไม่เพียงพอครับ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค

สาเหตุหลักคือ Hyperglycemia หรือสภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน น้ำตาลที่สูงเกินไปจะเข้าไปทำลายเซลล์ผนังหลอดเลือด (Endothelial cells) ทำให้ความสามารถในการกักเก็บเลือดเสียไป

  1. การรั่วซึม (Leakage): น้ำตาลทำให้ผนังหลอดเลือดอ่อนแอ สารน้ำและไขมันในเลือดจึงรั่วออกมาขังอยู่ในชั้นจอประสาทตา ทำให้เกิดอาการบวม โดยเฉพาะบริเวณจุดภาพชัด (Macular Edema)
  2. การอุดตัน (Occlusion): หลอดเลือดฝอยขนาดเล็กถูกน้ำตาลทำลายจนตีบตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงดวงตาไม่พอ
  3. การงอกใหม่ที่ผิดปกติ (Neovascularization): เมื่อตาขาดเลือด ร่างกายจะพยายามสร้างหลอดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่หลอดเลือดเหล่านี้มักจะเปราะบางและแตกง่ายมาก เมื่อแตกจะทำให้เลือดออกในวุ้นตา (Vitreous Hemorrhage) และอาจดึงรั้งจนจอประสาทตาลอกได้ครับ

นี่คือหนึ่งใน ภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน ที่รุนแรงที่สุด เพราะหากปล่อยไว้จนถึงระยะสุดท้าย การกู้คืนการมองเห็นจะทำได้ยากยิ่ง

อาการและสัญญาณเตือน: แบ่งตามระยะของโรค

ระยะของโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy Stages) มีความสำคัญมากในการวางแผนการรักษาครับ ผมอยากให้ทุกท่านลองสังเกตอาการตามระยะ ดังนี้ครับ:

1. ระยะยังไม่มีเส้นเลือดงอกใหม่ (Non-proliferative Diabetic Retinopathy - NPDR)

  • Mild NPDR: พบหลอดเลือดโป่งพองเป็นจุดแดงเล็กๆ (Microaneurysms) มักไม่มีอาการมองไม่เห็นความผิดปกติแต่อย่างใด
  • Moderate NPDR: หลอดเลือดเริ่มมีการอุดตันมากขึ้น จอประสาทตาเริ่มขาดเลือดในบางจุด
  • Severe NPDR: หลอดเลือดอุดตันเป็นบริเวณกว้าง ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณในการสร้างหลอดเลือดใหม่ ในระยะนี้ผู้ป่วยอาจเริ่มมี อาการเบาหวานและตาพร่ามัว บ้างเป็นระยะ หรือรู้สึกว่าสายตาไม่คงที่

2. ระยะที่มีเส้นเลือดงอกใหม่ (Proliferative Diabetic Retinopathy - PDR)

นี่คือระยะรุนแรงครับ ร่างกายสร้างหลอดเลือดใหม่ที่มักไปงอกบนวุ้นตาหรือจอประสาทตา

  • เห็นจุดดำลอยไปมา (Floaters): เกิดจากเลือดจำนวนเล็กน้อยรั่วออกมาในวุ้นตา
  • มองเห็นภาพบิดเบี้ยว: เส้นตรงเห็นเป็นเส้นคด เนื่องจากการบวมของจุดภาพชัด
  • สูญเสียการมองเห็นเฉียบพลัน: หากหลอดเลือดใหม่แตกปริมาณมาก เลือดจะบดบังแสงทั้งหมดที่เข้าสู่ดวงตา

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ตาบอดเร็วขึ้น

ไม่ใช่ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนจะตาบอดครับ แต่ปัจจัยเหล่านี้คือตัวเร่งปฏิกิริยาที่ต้องระวัง:

  • ระยะเวลาที่เป็นโรค: ยิ่งเป็นเบาหวานนาน ความเสี่ยงยิ่งสูง (เป็นเกิน 10 ปี ความเสี่ยงสูงถึง 50-60%)
  • การควบคุมน้ำตาล: หากค่า HbA1c สูงกว่า 7.5-8% อย่างต่อเนื่อง
  • ความดันโลหิตสูง: ความดันที่สูงจะไปซ้ำเติมหลอดเลือดที่จอตาให้แตกง่ายขึ้น
  • ภาวะไขมันในเลือดสูง: ทำให้มีการรั่วซึมของไขมันไปเกาะที่จอประสาทตามากขึ้น
  • การตั้งครรภ์: ผู้ป่วยเบาหวานที่ตั้งครรภ์อาจมีอาการเบาหวานขึ้นตาที่ลุกลามเร็วขึ้น
  • โรคไต: มักพบว่าผู้ป่วยที่มีอาการ โรคไตจากเบาหวาน มักจะมีปัญหาทางสายตาร่วมด้วยเสมอ เนื่องจากหลอดเลือดขนาดเล็กมีโครงสร้างคล้ายกันครับ

การวินิจฉัยและตรวจสุขภาพตา

ในการตรวจวินิจฉัย จักษุแพทย์จะดำเนินการดังนี้ครับ:

  1. การวัดระดับการมองเห็น (Visual Acuity): อ่านแผนภูมิคำมาตรฐาน
  2. การขยายม่านตา (Dilated Eye Exam): ใช้ยาหยอดขยายม่านตาเพื่อส่องตรวจจอประสาทตาอย่างละเอียด
  3. การถ่ายภาพจอตาดิจิทัล: เพื่อบันทึกรอยโรคและติดตามผล
  4. OCT (Optical Coherence Tomography): การสแกนชั้นจอประสาทตาเพื่อดูการหนาตัวหรือการบวมน้ำ

ตารางข้อมูลสำคัญ: เกณฑ์สุขภาพดวงตาและการตรวจติดตาม

ระดับความรุนแรงของโรคความถี่ที่ควรตรวจตาสัญญาณที่ต้องสังเกตเป้าหมาย HbA1c
ยังไม่พบเบาหวานขึ้นตาปีละ 1 ครั้งสายตาปกติน้อยกว่า 7.0%
ระยะเริ่มแรก (Mild NPDR)ทุก 6-12 เดือนเริ่มมีอาการพร่ามัวสลับปกติน้อยกว่า 7.0%
ระยะปานกลาง (Moderate NPDR)ทุก 3-6 เดือนมองเห็นภาพมัวลงเล็กน้อยน้อยกว่า 6.5 - 7.0%
ระยะรุนแรง (Severe NPDR/PDR)ทุก 1-3 เดือน หรือตามแพทย์นัดเห็นจุดดำ, ภาพบิดเบี้ยว, เลือดออกต้องควบคุมเข้มงวด
มีจุดภาพชัดบวมน้ำ (DME)ทุก 1 เดือน (ช่วงรักษา)มัวตรงกลางภาพ, อ่านหนังสือยากต้องควบคุมเข้มงวด

แนวทางการรักษาและการดูแล

การรักษาแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลักที่สามารถบูรณาการร่วมกันได้ครับ:

แนวทางแพทย์แผนปัจจุบัน

  1. การฉีดยาเข้าวุ้นตา (Anti-VEGF): เพื่อลดการบวมของจุดภาพชัดและยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่
  2. การทำเลเซอร์ (Photocoagulation): เพื่อทำลายพื้นที่ขาดเลือดและป้องกันเลือดออก
  3. การผ่าตัดวุ้นตา (Vitrectomy): ในกรณีที่มีเลือดออกในวุ้นตานานเกินไปหรือจอประสาทตาลอก

แนวทางแพทย์แผนไทย (ระตินัยคลินิก)

ทางระตินัยคลินิก เราเน้นการปรับสมดุลจากภายในครับ:

  • การใช้สมุนไพรปรับธาตุ: ใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการฟื้นฟูหลอดเลือดและบำรุงโลหิต (ทางการแพทย์แผนไทยเรียกว่า "ยาบำรุงดวงจิตและโลหิต") เพื่อให้การไหลเวียนของเลือดไปยังดวงตาดีขึ้น
  • การปรับพฤติกรรมตามทฤษฎีธาตุ: แนะนำการทานอาหารรส "ขม" และ "ฝาด" ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อช่วยคุมธาตุไฟ ไม่ให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในหลอดเลือด
  • การประคบสมุนไพร: (ในบางกรณี) เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบดวงตาและกระตุ้นการไหลเวียนล้อมรอบ แต่ต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญร่วมกับการคุมระดับน้ำตาลอย่างเคร่งครัดครับ

การป้องกันและดูแลตนเอง

หัวใจสำคัญที่สุดคือ "3 อ." ที่เคร่งครัดกว่าคนปกติครับ:

  1. อาหาร: เลิกน้ำหวานเด็ดขาด เน้นผักใบเขียวที่มีลูทีน (เช่น คะน้า ผักเหลียง) ซึ่งช่วยบำรุงจอประสาทตา
  2. ออกกำลังกาย: ช่วยให้ร่างกายไวต่ออินซูลินมากขึ้น ลดระดับน้ำตาลรวม แต่ควรหลีกเลี่ยงการยกน้ำหนักหนัก ๆ หากอยู่ในระยะ PDR เพราะอาจทำให้เส้นเลือดในตาแตกได้ครับ
  3. อารมณ์: ความเครียดกระตุ้นคอร์ติซอล ทำให้น้ำตาลสูงขึ้น

นอกจากนี้ การคุมความดันและไขมันให้อยู่ในเกณฑ์สำคัญไม่แพ้น้ำตาลเลยครับ เพราะในระยะยาวหากคุมไม่ดี อาจมีภาวะ ไตวายจากเบาหวาน แทรกซ้อนมาอีก ซึ่งจะยิ่งทำให้การรักษาดวงตายากขึ้นครับ

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ (Red Flags)

หากท่านมีอาการดังนี้ ให้พบจักษุแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอนัดครับ:

  1. มองเห็นจุดดำลอยเหมือนหยากไย่ หรือเหมือนมีฝุ่นลอยไปมาจำนวนมากผิดปกติ
  2. มองเห็นแสงวาบเหมือนแฟลชถ่ายรูปในดวงตา (Flash)
  3. เห็นภาพบิดเบี้ยว เช่น ประตูบ้านที่เคยตรงกลับดูคดงอ
  4. ม่านดำตกลงมาบังตาบางส่วน หรือสายตามืดวูบไปทันที
  5. ตาแดงและปวดตาเฉียบพลัน ร่วมกับอาการ diabetes and blurry vision ประจำ

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมผู้ป่วยโรคไตจากเบาหวานจึงมักมีปัญหาเบาหวานขึ้นตาร่วมด้วย?

เพราะทั้งไตและจอประสาทตาประกอบด้วยหลอดเลือดฝอยขนาดเล็กจำนวนมากที่มีโครงสร้างคล้ายกัน เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังจะส่งผลทำลายหลอดเลือดเหล่านี้พร้อมๆ กัน ดังนั้น ผู้ที่เริ่มมีภาวะไตเสื่อมจากเบาหวานจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะตรวจพบภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาในระยะลุกลามได้เช่นกัน การดูแลหลอดเลือดให้แข็งแรงจึงมีความสำคัญต่อทั้งสองอวัยวะ

อาการเห็นจุดดำลอยไปมากับเห็นแสงวาบในตาจากเบาหวาน เกิดจากอะไรและอันตรายแค่ไหน?

การเห็นจุดดำลอยไปมาเกิดจากเลือดที่รั่วซึมจากหลอดเลือดผิดปกติเข้ามาในวุ้นตา ส่วนการเห็นแสงวาบอาจเป็นสัญญาณของการดึงรั้งจอประสาทตา ทั้งสองอาการนี้ถือเป็นสัญญาณอันตรายของภาวะเบาหวานขึ้นตาระยะรุนแรง (PDR) ที่อาจนำไปสู่จอประสาทตาลอกหรือเลือดออกปริมาณมาก ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด

การตั้งครรภ์เพิ่มความเสี่ยงให้ภาวะเบาหวานขึ้นตารุนแรงขึ้นจริงหรือไม่?

จริงครับ ในผู้ป่วยเบาหวาน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและความดันโลหิตระหว่างตั้งครรภ์ สามารถกระตุ้นให้ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาที่มีอยู่เดิมลุกลามได้อย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยเบาหวานที่วางแผนจะตั้งครรภ์หรือกำลังตั้งครรภ์ จึงควรได้รับการตรวจจอประสาทตาอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอกว่าปกติ เพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร

การยิงเลเซอร์เพื่อรักษาเบาหวานขึ้นตามีหลักการทำงานอย่างไร?

การยิงเลเซอร์ (Photocoagulation) เป็นการใช้ลำแสงเลเซอร์ทำลายพื้นที่ของจอประสาทตาส่วนที่ขาดเลือด เพื่อหยุดการสร้างหลอดเลือดใหม่ที่ผิดปกติซึ่งเป็นสาเหตุหลักของเลือดออกในวุ้นตา วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเลือดออกซ้ำและป้องกันไม่ให้โรคลุกลามจนตาบอด แต่ไม่ได้ทำให้การมองเห็นที่สูญเสียไปแล้วกลับคืนมาเหมือนเดิม

ในมุมมองแพทย์แผนไทย เบาหวานขึ้นจอประสาทตามีสาเหตุจากอะไร?

ในทางการแพทย์แผนไทย ภาวะนี้เกิดจากความไม่สมดุลของธาตุในร่างกาย โดยเฉพาะธาตุไฟและน้ำจากระดับน้ำตาลที่สูงเปรียบเสมือนความร้อนสะสม ทำให้เลือดหนืดข้นและไหลเวียนไม่สะดวก (โลหิตและลมติดขัด) ส่งผลให้เลือดและสารอาหารไม่สามารถไปหล่อเลี้ยง "จักษุประสาท" หรือดวงตาได้อย่างเพียงพอ ทำให้จอประสาทตาค่อยๆ เสื่อมสภาพในที่สุด

ผู้ป่วยเบาหวานขึ้นตาระยะรุนแรง ควรระวังเรื่องการออกกำลังกายอย่างไร?

ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะเบาหวานขึ้นตาระยะรุนแรง (PDR) ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงเบ่งหรือเกร็งมากเป็นพิเศษ เช่น การยกน้ำหนักหนักๆ หรือกิจกรรมที่มีแรงกระแทกสูง เพราะอาจเพิ่มความดันในลูกตาและทำให้หลอดเลือดใหม่ที่เปราะบางแตกออก เกิดภาวะเลือดออกในวุ้นตาและสูญเสียการมองเห็นเฉียบพลันได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่ปลอดภัย

บทความที่เกี่ยวข้อง

  • การจัดการโรคไตจากเบาหวานและการดูแลดวงตา
  • ภาวะไตวายจากเบาหวาน: สัญญาณและแนวทางป้องกัน
  • วิธีลดความเสี่ยงโรคหัวใจในผู้ป่วยเบาหวาน
  • เจาะลึกอาการตาพร่ามัวจากเบาหวาน
  • คู่มือเมื่อสายตาเปลี่ยนแปลงจากเบาหวาน
  • ทำอย่างไรเมื่อมีอาการชาปลายมือปลายเท้าจากเบาหวาน

การดูแลสุขภาพดวงตาในผู้ป่วยเบาหวานไม่ใช่แค่เรื่องของสายตาเพียงอย่างเดียวครับ แต่มันคือการดูแลระบบเลือดและลมทั่วร่างกายให้สมดุล หากท่านกำลังเผชิญกับอาการ ตาพร่ามัวจากเบาหวาน หรือกังวลว่าเบาหวานจะส่งผลต่อการมองเห็น การได้รับคำปรึกษาทั้งเชิงปัจจุบันและแผนไทยจะช่วยให้ท่านมีแนวทางในการดูแลองค์รวมได้ดียิ่งขึ้นครับ ระตินัยคลินิกยินดีให้คำปรึกษาเสมอครับ

หน้าหลักของหัวข้อนี้

← กลับไปหน้าหลัก: ภาวะแทรกซ้อนเบาหวาน: ตา ไต เท้า หัวใจ และเส้นประสาท

หลายคนที่มีอาการนี้ มักอ่านต่อเรื่องเหล่านี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

เช็กอาการเบาหวานทั้งหมด

  • อาการเบาหวาน

ดูข้อมูลโรคเบาหวานเพิ่มเติม

ต้องการประเมินอาการเพิ่มเติม

สรุปสั้น
  • อาการเริ่มแรกมักไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจนจนกว่ารอยโรคจะถึงจุดสำคัญ
  • สัญญาณอันตรายคือ เห็นจุดดำลอยไปมา (Floaters) เหมือนหยากไย่ หรือภาพบิดเบี้ยว
  • การสูญเสียการมองเห็นเฉียบพลันมักเกิดจากเลือดออกในวุ้นตา หรือจอประสาทตาลอก
บทความแนะนำ

พร้อมจะดูแลตัวเองหรือยัง?

ปรึกษาแพทย์แผนไทยที่ได้รับใบอนุญาต ระตินัยคลินิก ปทุมธานี

ข้อมูลนี้ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ

ผู้เขียน
ระตินัยคลินิก
อัปเดตล่าสุด
เผยแพร่:
ตรวจทาน:

ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ด้านสุขภาพ ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ได้

สรุปสั้น & แชร์ต่อ

คัดลอกหรือส่งต่อให้คนที่บ้านได้ทันที

สรุปสั้น: ตาพร่ามัวจากเบาหวาน: อาการเบาหวานขึ้นจอประสาทตาที่ต้องระวัง

อาการตาพร่ามัวจากเบาหวาน หรือ "เบาหวานขึ้นจอประสาทตา" (Diabetic Retinopathy) เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังจนทำลายหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงจอประสาทตา แบ่งเป็น 2 ระยะหลักคือ NPDR (ระยะเริ่มแรกที่มีเส้นเลือดโป่งพอง) และ PDR (ระยะรุนแรงที่มีเส้นเลือดงอกใหม่) หากค่าเฉลี่ยน้ำตาลสะสม (HbA1c) สูงเกิน 7% ติดต่อกันนานหลายปี ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณครับ

ทำไมผู้ป่วยโรคไตจากเบาหวานจึงมักมีปัญหาเบาหวานขึ้นตาร่วมด้วย?

เพราะทั้งไตและจอประสาทตาประกอบด้วยหลอดเลือดฝอยขนาดเล็กจำนวนมากที่มีโครงสร้างคล้ายกัน เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังจะส่งผลทำลายหลอดเลือดเหล่านี้พร้อมๆ กัน ดังนั้น ผู้ที่เริ่มมีภาวะไตเสื่อมจากเบาหวานจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะตรวจพบภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาในระยะลุกลามได้เช่นกัน การดูแลหลอดเลือดให้แข็งแรงจึงมีความสำคัญต่อทั้งสองอวัยวะ

แชร์ให้ครอบครัว

อาการตาพร่ามัวจากเบาหวาน หรือ "เบาหวานขึ้นจอประสาทตา" (Diabetic Retinopathy) เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังจนทำลายหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงจอประสาทตา แบ่งเป็น 2 ระยะหลักคือ NPDR (ระยะเริ่มแรกที่มีเส้นเลือดโป่งพอง) และ PDR (ระยะรุนแรงที่มีเส้นเลือดงอกใหม่) หากค่าเฉลี่ยน้ำตาลสะสม (HbA1c) สูงเกิน 7% ติดต่อกันนานหลายปี ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณครับ อ่านฉบับเต็มจากระตินัยคลินิก ปทุมธานี

บทความที่เกี่ยวข้อง

สมุนไพรรักษาเบาหวาน: หลักฐานวิทยาศาสตร์และข้อควรระวัง
ทั่วไป

สมุนไพรรักษาเบาหวาน: หลักฐานวิทยาศาสตร์และข้อควรระวัง

สมุนไพรไทยที่มีงานวิจัยช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้แก่ มะระขี้นก อบเชย กระชายดำ ขมิ้นชัน และฟ้าทะลายโจร แต่ผลลด HbA1c ไม่เกิน 0.3-0.5% และต้องใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบัน ห้ามหยุดยาเองเพราะเสี่ยงน้ำตาลสูงเฉียบพลันและภาวะแทรกซ้อน

7 มิ.ย. 2569 12 นาที
อ่านต่อ
ยา Metformin คืออะไร: วิธีกิน ผลข้างเคียง และข้อควรระวัง
ทั่วไป

ยา Metformin คืออะไร: วิธีกิน ผลข้างเคียง และข้อควรระวัง

Metformin เป็นยาตัวแรกที่แพทย์เลือกใช้ในเบาหวานชนิดที่ 2 เพราะปลอดภัย ไม่ทำให้น้ำตาลต่ำเมื่อใช้เดี่ยว และช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ขนาดเริ่มต้น 500 mg วันละ 1-2 ครั้งหลังอาหาร ค่อย ๆ เพิ่มสูงสุด 2,000 mg/วัน ลด HbA1c ได้ 1-2%

7 มิ.ย. 2569 12 นาที
อ่านต่อ
เบาหวานหายขาดได้ไหม: ความจริงเรื่อง Diabetes Remission
ทั่วไป

เบาหวานหายขาดได้ไหม: ความจริงเรื่อง Diabetes Remission

เบาหวานชนิดที่ 2 สามารถเข้าสู่ระยะสงบ (Diabetes Remission) ได้ในผู้ที่เพิ่งเป็นไม่เกิน 5 ปี โดยลดน้ำหนัก 10-15% ปรับอาหาร และออกกำลังกาย เกณฑ์คือ HbA1c < 6.5% โดยไม่ใช้ยานานกว่า 3 เดือน อย่างไรก็ตามไม่ใช่ "หายขาด" ต้องตรวจติดตามต่อเนื่องเพร

7 มิ.ย. 2569 12 นาที
อ่านต่อ
เครื่องวัดน้ำตาลที่บ้าน: เลือก ใช้ และอ่านผลให้ถูกวิธี
ทั่วไป

เครื่องวัดน้ำตาลที่บ้าน: เลือก ใช้ และอ่านผลให้ถูกวิธี

เครื่องวัดน้ำตาลที่บ้าน (SMBG: Self-Monitoring of Blood Glucose) ช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานเห็นผลของอาหารและยาทันที ผู้ใช้อินซูลินควรวัด 2-4 ครั้ง/วัน ผู้ใช้ยากินวัด 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ เลือกเครื่องที่อ่านง่าย แถบทดสอบหาง่าย รับประกัน อย. และเทียบ

7 มิ.ย. 2569 12 นาที
อ่านต่อ
คู่มือฉีดอินซูลินที่บ้าน: เทคนิค ตำแหน่งฉีด และข้อควรระวัง
ทั่วไป

คู่มือฉีดอินซูลินที่บ้าน: เทคนิค ตำแหน่งฉีด และข้อควรระวัง

การฉีดอินซูลินที่บ้านทำได้ง่ายด้วยปากกาอินซูลิน (Insulin Pen) ฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา หรือสะโพก หมุนตำแหน่งทุกครั้งเพื่อป้องกัน Lipohypertrophy อินซูลินที่ใช้แล้วเก็บอุณหภูมิห้องได้ 28 วัน ส่วนขวดที่ยังไม่เปิดต้องเก็บใน

7 มิ.ย. 2569 12 นาที
อ่านต่อ
เช็กลิสต์พบหมอเบาหวาน: เตรียมตัวอย่างไรให้คุ้มที่สุด
ทั่วไป

เช็กลิสต์พบหมอเบาหวาน: เตรียมตัวอย่างไรให้คุ้มที่สุด

การพบหมอเบาหวานควรนำผลตรวจ HbA1c, บันทึกน้ำตาล 1-3 เดือน, รายการยาที่ใช้, บัตรประชาชนและบัตรนัด ผู้ป่วยที่คุมได้ดีพบแพทย์ทุก 6 เดือน หากคุมไม่ได้ทุก 3 เดือน เตรียมคำถามไว้ล่วงหน้าเพื่อใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด

7 มิ.ย. 2569 12 นาที
อ่านต่อ