ทั่วไป

ปวดศีรษะจากการทำงาน เกิดจากกล้ามเนื้อตึงจริงหรือ? | ระตินัยคลินิก

19 พฤษภาคม 2569 8 นาที· ระตินัยคลินิก
ปวดศีรษะจากการทำงาน เกิดจากกล้ามเนื้อตึงจริงหรือ? | ระตินัยคลินิก

อาการปวดศีรษะจากการทำงานมักเกิดจากกล้ามเนื้อตึงตัวบริเวณคอ บ่า ไหล่ บทความนี้จะอธิบายสาเหตุ แนวทางการดูแลตนเอง และเมื่อไรที่ควรไปพบแพทย์

ประเด็นสำคัญ

  • ปวดศีรษะจากการทำงานส่วนใหญ่เป็นชนิด Tension-Type Headache
  • สาเหตุหลักคือการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ จากท่านั่งที่ไม่เหมาะสม
  • การยืดกล้ามเนื้อและปรับสภาพแวดล้อมการทำงานอาจช่วยป้องกันได้
  • แพทย์แผนไทยอาจช่วยดูแลอาการด้วยการนวด ประคบสมุนไพร เพื่อคลายกล้ามเนื้อ

อาการปวดศีรษะจากการทำงาน โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน เป็นปัญหาที่พบบ่อยจนหลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ความจริงแล้ว อาการปวดศีรษะลักษณะนี้ส่วนใหญ่มักเป็น "อาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ" (Tension-Type Headache) ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า และไหล่โดยตรง

เมื่อเรานั่งทำงานในท่าที่ไม่เหมาะสมเป็นระยะเวลานาน เช่น ก้มคอ ยื่นศีรษะไปข้างหน้า หรือยกไหล่โดยไม่รู้ตัว จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณท้ายทอย คอ และบ่า ต้องทำงานหนักและเกร็งค้างอยู่ตลอดเวลา การเกร็งตัวสะสมนี้ทำให้เกิดจุดกดเจ็บ (Myofascial Trigger Points) ขึ้นในกล้ามเนื้อ ซึ่งจุดเหล่านี้เองที่ส่งสัญญาณความปวดร้าวไปยังบริเวณศีรษะ ทำให้เกิดอาการปวดตื้อๆ บีบๆ เหมือนมีอะไรมารัดรอบศีรษะนั่นเอง

ปวดศีรษะจากการทำงาน เกิดจากอะไรกันแน่?

ทางการแพทย์แผนปัจจุบันอธิบายว่า อาการปวดศีรษะชนิด Tension-Type Headache เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในคนทั่วไป โดยเฉพาะวัยทำงาน มีลักษณะการปวดแบบตื้อๆ แน่นๆ หรือเหมือนถูกบีบรัดบริเวณขมับ หน้าผาก หรือรอบศีรษะ ความรุนแรงมักไม่มากนัก แต่จะสร้างความรำคาญและส่งผลกระทบต่อสมาธิในการทำงานได้

สาเหตุสำคัญมาจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อรอบศีรษะและลำคอ ซึ่งมักถูกกระตุ้นจากปัจจัยต่างๆ ในการทำงาน เช่น

  • ท่าทางที่ไม่เหมาะสม (Poor Posture): การนั่งหลังค่อม ก้มหน้ามองจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อคอบ่าต้องรับน้ำหนักศีรษะมากขึ้น
  • ความเครียด: ความเครียดจากการทำงาน ทำให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกาย รวมทั้งกล้ามเนื้อคอบ่าและใบหน้าเกร็งตัวโดยไม่รู้ตัว
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอ: ทำให้กล้ามเนื้อไม่ได้รับการซ่อมแซมและฟื้นฟูอย่างเต็มที่
  • การใช้สายตามากเกินไป: การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาและหน้าผากเกร็งตัว

เมื่อกล้ามเนื้อเกร็งตัวสะสมเป็นเวลานาน จะทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อส่วนนั้นได้ไม่ดี เกิดเป็นจุดกดเจ็บ (Trigger Point) ที่เมื่อถูกกระตุ้นจะส่งความปวดไปยังบริเวณอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่เรียกว่า Referred Pain ซึ่งในกรณีนี้คือบริเวณศีรษะ

เราจะดูแลตัวเองเบื้องต้นได้อย่างไร?

ข่าวดีคือ อาการปวดศีรษะชนิดนี้ส่วนใหญ่มักตอบสนองต่อการดูแลตัวเองและการปรับพฤติกรรมได้ดี ลองเริ่มจากวิธีง่ายๆ เหล่านี้

1. ปรับสภาพแวดล้อมการทำงาน (Ergonomics)

  • ปรับระดับหน้าจอ: ให้ขอบบนของหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตาหรือต่ำกว่าเล็กน้อย เพื่อไม่ต้องก้มหรือเงยคอ
  • เก้าอี้: ควรมีพนักพิงรองรับถึงหลังส่วนล่างและบ่า ปรับความสูงให้เท้าวางราบกับพื้นได้พอดี
  • พักทุกชั่วโมง: ตั้งนาฬิกาเตือนให้ลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถ ยืดเส้นยืดสาย หรือเดินไปพักสายตาทุกๆ 50-60 นาที

2. หมั่นยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (Stretching)

  • ท่ายืดกล้ามเนื้อคอ: นั่งหลังตรง เอียงศีรษะไปด้านขวา ใช้มือขวาช่วยดึงเบาๆ ค้างไว้ 15-20 วินาที แล้วสลับข้าง ทำซ้ำ 2-3 ครั้ง
  • ท่าเก็บคาง (Chin Tuck): นั่งหลังตรง มองไปข้างหน้า แล้วค่อยๆ ดึงคางกลับเข้ามาหาลำคอเหมือนทำคางสองชั้นจนรู้สึกตึงที่ท้ายทอย ค้างไว้ 5 วินาที แล้วผ่อนคลาย ทำ 10-15 ครั้ง

3. การใช้ยาแก้ปวด

หากมีอาการปวดมากจนรบกวนการทำงาน อาจพิจารณาใช้ยาแก้ปวดที่หาซื้อได้ทั่วไป เช่น พาราเซตามอล หรือยาในกลุ่ม NSAIDs แต่ควรใช้ในระยะสั้นๆ และปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์หากต้องใช้ยาต่อเนื่อง

เมื่อไรที่อาการปวดศีรษะ...ไม่ปกติ?

แม้ว่าอาการปวดศีรษะจากการทำงานส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตราย แต่บางครั้งก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคที่รุนแรงกว่าได้ ควรสังเกตอาการที่เป็น "สัญญาณอันตราย" (Red Flags) เหล่านี้ และรีบไปพบแพทย์ทันที

  • ปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลัน แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต
  • มีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น แขนขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด มองเห็นภาพซ้อน
  • ปวดศีรษะร่วมกับมีไข้สูง คอแข็ง สู้แสงไม่ได้
  • ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ทุเลา หรือปวดมากตอนกลางคืนจนต้องตื่นนอน
  • อาการปวดไม่ดีขึ้นเลยหลังรับประทานยาแก้ปวด

โดยทั่วไป หากอาการปวดศีรษะเป็นเรื้อรัง ไม่ดีขึ้นหลังปรับพฤติกรรมและดูแลตัวเองภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือมีอาการที่น่ากังวล ควรเข้ารับการตรวจประเมินโดยแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง

แนวทางการดูแลด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย

ในมุมมองของการแพทย์แผนไทย อาการปวดตึงกล้ามเนื้อคอบ่าไหล่จนลามไปปวดศีรษะ อาจมองได้ว่าเกิดจากการไหลเวียนของ "ลม" หรือพลังงานในร่างกายติดขัด ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่สะดวก เกิดเป็น "ลมปลายปัตคาด" ที่ทำให้กล้ามเนื้อแข็งเป็นลำ การดูแลจึงมุ่งเน้นไปที่การเปิดทางการไหลเวียนและคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ

  • การนวดราชสำนัก: เป็นการนวดที่เน้นการใช้นิ้วมือกดลงไปที่จุดเจ็บหรือตามแนวเส้นประธานสิบ เพื่อคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็งให้ค่อยๆ อ่อนตัวลง อาจช่วยลดการส่งสัญญาณปวดไปยังศีรษะได้
  • การประคบสมุนไพร: ความร้อนจากลูกประคบจะช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น อีกทั้งสรรพคุณของสมุนไพร เช่น ไพล ขมิ้นชัน ยังอาจช่วยลดการอักเสบและคลายความปวดเมื่อยได้เป็นอย่างดี
  • การอบไอน้ำสมุนไพร: ไอความร้อนและน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพร จะช่วยให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียด และช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการฟื้นฟูร่างกายโดยรวม

การรักษาด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยควรได้รับการประเมินและทำหัตถการโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาต เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

ปรึกษาแพทย์แผนไทยที่ระตินัยคลินิก

หากคุณมีอาการปวดศีรษะเรื้อรังจากการทำงาน หรืออาการออฟฟิศซินโดรมอื่นๆ สามารถเข้ารับคำปรึกษาและตรวจประเมินโดยแพทย์แผนไทยประยุกต์ได้ที่ระตินัยคลินิก ปทุมธานี (ย่านสามโคก / รังสิต) เรามีบริการดูแลด้วยศาสตร์แผนไทย ทั้งการนวดราชสำนัก ประคบสมุนไพร และอบไอน้ำสมุนไพร เพื่อช่วยดูแลอาการของคุณอย่างตรงจุด

ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายล่วงหน้าได้ที่ โทร: 061-531-3052 | LINE: @ratinai.clinic | จองคิวออนไลน์

เมื่อไรควรพบแพทย์

หากมีอาการปวดศีรษะร่วมกับสัญญาณอันตรายข้อใดข้อหนึ่ง เช่น ปวดรุนแรงเฉียบพลัน แขนขาอ่อนแรง มีไข้ คอแข็ง หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจประเมินและวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆ ที่อาจเป็นอันตราย

สัญญาณเตือนต้องพบแพทย์

  • ปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลัน แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
  • มีอาการร่วม เช่น แขนขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด
  • ปวดศีรษะร่วมกับมีไข้สูง คอแข็ง
  • ปวดศีรษะมากขึ้นเรื่อยๆ หรือปวดตอนกลางคืนจนตื่น
  • อาการปวดไม่ดีขึ้นหลังทานยาแก้ปวด

คำถามที่พบบ่อย

ปวดศีรษะจากการทำงาน จำเป็นต้องกินยาทุกครั้งไหม?

ไม่จำเป็นเสมอไป หากอาการไม่รุนแรง การปรับพฤติกรรม ยืดกล้ามเนื้อ หรือนวดประคบอาจช่วยได้ แต่หากปวดรบกวนชีวิตประจำวัน การใช้ยาแก้ปวดภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรก็เป็นทางเลือกหนึ่ง

การนวดแผนไทยช่วยเรื่องปวดศีรษะได้จริงหรือ?

การนวดแผนไทย โดยเฉพาะการนวดราชสำนักที่เน้นการกดจุดคลายกล้ามเนื้อ อาจช่วยลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ ซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการปวดศีรษะชนิด Tension-Type ได้ อย่างไรก็ตาม ควรทำโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่เชี่ยวชาญ

ต้องปรับโต๊ะทำงานอย่างไรถึงจะลดอาการปวดคอบ่าได้?

ควรปรับระดับหน้าจอให้ขอบบนอยู่ในระดับสายตา เพื่อไม่ต้องก้มคอ และใช้เก้าอี้ที่มีพนักพิงรองรับหลังช่วงล่างและสะบัก สามารถปรับความสูงให้เท้าวางราบกับพื้น และข้อศอกงอ 90 องศาขณะวางบนที่พักแขนได้

ท่านั่งที่ถูกต้องขณะทำงานเป็นอย่างไร?

นั่งหลังตรงชิดพนักพิง ไม่นั่งหลังค่อมหรือแอ่นหลังมากเกินไป เก็บช่วงคางเล็กน้อยไม่ให้ยื่นไปข้างหน้า และไม่ยกไหล่ ควรปล่อยไหล่ให้สบายและผ่อนคลาย

พร้อมจะดูแลตัวเองหรือยัง?

ปรึกษาแพทย์แผนไทยที่ได้รับใบอนุญาต ระตินัยคลินิก ปทุมธานี

สรุปสั้น & แชร์ต่อ

คัดลอกหรือส่งต่อให้คนที่บ้านได้ทันที

สรุปสั้น: ปวดศีรษะจากการทำงาน เกิดจากกล้ามเนื้อตึงจริงหรือ? | ระตินัยคลินิก

อาการปวดศีรษะจากการทำงานส่วนใหญ่มักเป็นชนิดปวดจากกล้ามเนื้อตึงตัว (Tension-Type Headache) ซึ่งเกิดจากการเกร็งตัวสะสมของกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ จากท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน การดูแลเบื้องต้นด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือนวดประคบสมุนไพร อาจช่วยบรรเทาอาการได้

ปวดศีรษะจากการทำงาน จำเป็นต้องกินยาทุกครั้งไหม?

ไม่จำเป็นเสมอไป หากอาการไม่รุนแรง การปรับพฤติกรรม ยืดกล้ามเนื้อ หรือนวดประคบอาจช่วยได้ แต่หากปวดรบกวนชีวิตประจำวัน การใช้ยาแก้ปวดภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรก็เป็นทางเลือกหนึ่ง

แชร์ให้ครอบครัว

อาการปวดศีรษะจากการทำงานส่วนใหญ่มักเป็นชนิดปวดจากกล้ามเนื้อตึงตัว (Tension-Type Headache) ซึ่งเกิดจากการเกร็งตัวสะสมของกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ จากท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน การดูแลเบื้องต้นด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือนวดประคบสมุนไพร อาจช่วยบรรเทาอาการได้ อ่านฉบับเต็มจากระตินัยคลินิก ปทุมธานี

บทความที่เกี่ยวข้อง

ลำไส้แปรปรวน (IBS): อาการ ท้องอืด ปวดท้อง ดูแลด้วยแพทย์แผนไทย | ระตินัยคลินิก ปทุมธานี
ทั่วไป

ลำไส้แปรปรวน (IBS): อาการ ท้องอืด ปวดท้อง ดูแลด้วยแพทย์แผนไทย | ระตินัยคลินิก ปทุมธานี

กลุ่มอาการลำไส้แปรปรวน (IBS) ทำให้หลายคนทุกข์ทรมานจากอาการปวดท้อง ท้องผูกสลับท้องเสีย บทความนี้จะพาไปดูสาเหตุ อาการ และแนวทางการดูแลแบบองค์รวม

20 พ.ค. 2569 7 นาที
อ่านต่อ
เบาหวานทำไมฉี่บ่อย? กลไก สัญญาณเตือน วิธีดูแล | ระตินัยคลินิก ปทุมธานี
ทั่วไป

เบาหวานทำไมฉี่บ่อย? กลไก สัญญาณเตือน วิธีดูแล | ระตินัยคลินิก ปทุมธานี

อาการฉี่บ่อยในผู้ป่วยเบาหวานเป็นสัญญาณของภาวะน้ำตาลในเลือดสูง บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริง พร้อมแนวทางการดูแลตัวเองและเมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์

20 พ.ค. 2569 6 นาที
อ่านต่อ
ปวดท้องเรื้อรัง เกิดจากอะไร? สาเหตุ สัญญาณอันตราย วิธีดูแล | ระตินัยคลินิก ปทุมธานี
ทั่วไป

ปวดท้องเรื้อรัง เกิดจากอะไร? สาเหตุ สัญญาณอันตราย วิธีดูแล | ระตินัยคลินิก ปทุมธานี

อาการปวดท้องเรื้อรังที่เป็นๆ หายๆ อาจเป็นสัญญาณของโรคในระบบทางเดินอาหารที่ควรได้รับการประเมินโดยละเอียด เช่น โรคกระเพาะอาหาร ลำไส้แปรปรวน และนิ่วในถุงน้ำดี

20 พ.ค. 2569 6 นาที
อ่านต่อ