ปวดศีรษะจากการทำงาน เกิดจากกล้ามเนื้อตึงจริงหรือ? | ระตินัยคลินิก

อาการปวดศีรษะจากการทำงานมักเกิดจากกล้ามเนื้อตึงตัวบริเวณคอ บ่า ไหล่ บทความนี้จะอธิบายสาเหตุ แนวทางการดูแลตนเอง และเมื่อไรที่ควรไปพบแพทย์
ประเด็นสำคัญ
- ปวดศีรษะจากการทำงานส่วนใหญ่เป็นชนิด Tension-Type Headache
- สาเหตุหลักคือการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ จากท่านั่งที่ไม่เหมาะสม
- การยืดกล้ามเนื้อและปรับสภาพแวดล้อมการทำงานอาจช่วยป้องกันได้
- แพทย์แผนไทยอาจช่วยดูแลอาการด้วยการนวด ประคบสมุนไพร เพื่อคลายกล้ามเนื้อ
สารบัญ
- ปวดศีรษะจากการทำงาน เกิดจากอะไรกันแน่?
- เราจะดูแลตัวเองเบื้องต้นได้อย่างไร?
- 1. ปรับสภาพแวดล้อมการทำงาน (Ergonomics)
- 2. หมั่นยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (Stretching)
- 3. การใช้ยาแก้ปวด
- เมื่อไรที่อาการปวดศีรษะ...ไม่ปกติ?
- แนวทางการดูแลด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย
- ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง
- ปรึกษาแพทย์แผนไทยที่ระตินัยคลินิก
- เมื่อไรควรพบแพทย์
- สัญญาณเตือนต้องพบแพทย์
- คำถามที่พบบ่อย
- ปวดศีรษะจากการทำงาน จำเป็นต้องกินยาทุกครั้งไหม?
- การนวดแผนไทยช่วยเรื่องปวดศีรษะได้จริงหรือ?
- ต้องปรับโต๊ะทำงานอย่างไรถึงจะลดอาการปวดคอบ่าได้?
- ท่านั่งที่ถูกต้องขณะทำงานเป็นอย่างไร?
- จุดกดเจ็บ (Trigger Point) เกี่ยวข้องกับอาการปวดศีรษะได้อย่างไร?
- นอกจากท่านั่งทำงานแล้ว มีปัจจัยอื่นที่ทำให้ปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อตึงตัวอีกไหม?
อาการปวดศีรษะจากการทำงาน โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน เป็นปัญหาที่พบบ่อยจนหลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ความจริงแล้ว อาการปวดศีรษะลักษณะนี้ส่วนใหญ่มักเป็น "อาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ" (Tension-Type Headache) ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า และไหล่โดยตรง
เมื่อเรานั่งทำงานในท่าที่ไม่เหมาะสมเป็นระยะเวลานาน เช่น ก้มคอ ยื่นศีรษะไปข้างหน้า หรือยกไหล่โดยไม่รู้ตัว จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณท้ายทอย คอ และบ่า ต้องทำงานหนักและเกร็งค้างอยู่ตลอดเวลา การเกร็งตัวสะสมนี้ทำให้เกิดจุดกดเจ็บ (Myofascial Trigger Points) ขึ้นในกล้ามเนื้อ ซึ่งจุดเหล่านี้เองที่ส่งสัญญาณความปวดร้าวไปยังบริเวณศีรษะ ทำให้เกิดอาการปวดตื้อๆ บีบๆ เหมือนมีอะไรมารัดรอบศีรษะนั่นเอง
ปวดศีรษะจากการทำงาน เกิดจากอะไรกันแน่?
ทางการแพทย์แผนปัจจุบันอธิบายว่า อาการปวดศีรษะชนิด Tension-Type Headache เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในคนทั่วไป โดยเฉพาะวัยทำงาน มีลักษณะการปวดแบบตื้อๆ แน่นๆ หรือเหมือนถูกบีบรัดบริเวณขมับ หน้าผาก หรือรอบศีรษะ ความรุนแรงมักไม่มากนัก แต่จะสร้างความรำคาญและส่งผลกระทบต่อสมาธิในการทำงานได้
สาเหตุสำคัญมาจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อรอบศีรษะและลำคอ ซึ่งมักถูกกระตุ้นจากปัจจัยต่างๆ ในการทำงาน เช่น
- ท่าทางที่ไม่เหมาะสม (Poor Posture): การนั่งหลังค่อม ก้มหน้ามองจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อคอบ่าต้องรับน้ำหนักศีรษะมากขึ้น
- ความเครียด: ความเครียดจากการทำงาน ทำให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกาย รวมทั้งกล้ามเนื้อคอบ่าและใบหน้าเกร็งตัวโดยไม่รู้ตัว
- การพักผ่อนไม่เพียงพอ: ทำให้กล้ามเนื้อไม่ได้รับการซ่อมแซมและฟื้นฟูอย่างเต็มที่
- การใช้สายตามากเกินไป: การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาและหน้าผากเกร็งตัว
เมื่อกล้ามเนื้อเกร็งตัวสะสมเป็นเวลานาน จะทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อส่วนนั้นได้ไม่ดี เกิดเป็นจุดกดเจ็บ (Trigger Point) ที่เมื่อถูกกระตุ้นจะส่งความปวดไปยังบริเวณอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่เรียกว่า Referred Pain ซึ่งในกรณีนี้คือบริเวณศีรษะ
เราจะดูแลตัวเองเบื้องต้นได้อย่างไร?
ข่าวดีคือ อาการปวดศีรษะชนิดนี้ส่วนใหญ่มักตอบสนองต่อการดูแลตัวเองและการปรับพฤติกรรมได้ดี ลองเริ่มจากวิธีง่ายๆ เหล่านี้
1. ปรับสภาพแวดล้อมการทำงาน (Ergonomics)
- ปรับระดับหน้าจอ: ให้ขอบบนของหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตาหรือต่ำกว่าเล็กน้อย เพื่อไม่ต้องก้มหรือเงยคอ
- เก้าอี้: ควรมีพนักพิงรองรับถึงหลังส่วนล่างและบ่า ปรับความสูงให้เท้าวางราบกับพื้นได้พอดี
- พักทุกชั่วโมง: ตั้งนาฬิกาเตือนให้ลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถ ยืดเส้นยืดสาย หรือเดินไปพักสายตาทุกๆ 50-60 นาที
2. หมั่นยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (Stretching)
- ท่ายืดกล้ามเนื้อคอ: นั่งหลังตรง เอียงศีรษะไปด้านขวา ใช้มือขวาช่วยดึงเบาๆ ค้างไว้ 15-20 วินาที แล้วสลับข้าง ทำซ้ำ 2-3 ครั้ง
- ท่าเก็บคาง (Chin Tuck): นั่งหลังตรง มองไปข้างหน้า แล้วค่อยๆ ดึงคางกลับเข้ามาหาลำคอเหมือนทำคางสองชั้นจนรู้สึกตึงที่ท้ายทอย ค้างไว้ 5 วินาที แล้วผ่อนคลาย ทำ 10-15 ครั้ง
3. การใช้ยาแก้ปวด
หากมีอาการปวดมากจนรบกวนการทำงาน อาจพิจารณาใช้ยาแก้ปวดที่หาซื้อได้ทั่วไป เช่น พาราเซตามอล หรือยาในกลุ่ม NSAIDs แต่ควรใช้ในระยะสั้นๆ และปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์หากต้องใช้ยาต่อเนื่อง
เมื่อไรที่อาการปวดศีรษะ...ไม่ปกติ?
แม้ว่าอาการปวดศีรษะจากการทำงานส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตราย แต่บางครั้งก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคที่รุนแรงกว่าได้ ควรสังเกตอาการที่เป็น "สัญญาณอันตราย" (Red Flags) เหล่านี้ และรีบไปพบแพทย์ทันที
- ปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลัน แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต
- มีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น แขนขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด มองเห็นภาพซ้อน
- ปวดศีรษะร่วมกับมีไข้สูง คอแข็ง สู้แสงไม่ได้
- ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ทุเลา หรือปวดมากตอนกลางคืนจนต้องตื่นนอน
- อาการปวดไม่ดีขึ้นเลยหลังรับประทานยาแก้ปวด
โดยทั่วไป หากอาการปวดศีรษะเป็นเรื้อรัง ไม่ดีขึ้นหลังปรับพฤติกรรมและดูแลตัวเองภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือมีอาการที่น่ากังวล ควรเข้ารับการตรวจประเมินโดยแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง
แนวทางการดูแลด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย
ในมุมมองของการแพทย์แผนไทย อาการปวดตึงกล้ามเนื้อคอบ่าไหล่จนลามไปปวดศีรษะ อาจมองได้ว่าเกิดจากการไหลเวียนของ "ลม" หรือพลังงานในร่างกายติดขัด ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่สะดวก เกิดเป็น "ลมปลายปัตคาด" ที่ทำให้กล้ามเนื้อแข็งเป็นลำ การดูแลจึงมุ่งเน้นไปที่การเปิดทางการไหลเวียนและคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ
- การนวดราชสำนัก: เป็นการนวดที่เน้นการใช้นิ้วมือกดลงไปที่จุดเจ็บหรือตามแนวเส้นประธานสิบ เพื่อคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็งให้ค่อยๆ อ่อนตัวลง อาจช่วยลดการส่งสัญญาณปวดไปยังศีรษะได้
- การประคบสมุนไพร: ความร้อนจากลูกประคบจะช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น อีกทั้งสรรพคุณของสมุนไพร เช่น ไพล ขมิ้นชัน ยังอาจช่วยลดการอักเสบและคลายความปวดเมื่อยได้เป็นอย่างดี
- การอบไอน้ำสมุนไพร: ไอความร้อนและน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพร จะช่วยให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียด และช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการฟื้นฟูร่างกายโดยรวม
การรักษาด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยควรได้รับการประเมินและทำหัตถการโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาต เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด
ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง
ปรึกษาแพทย์แผนไทยที่ระตินัยคลินิก
หากคุณมีอาการปวดศีรษะเรื้อรังจากการทำงาน หรืออาการออฟฟิศซินโดรมอื่นๆ สามารถเข้ารับคำปรึกษาและตรวจประเมินโดยแพทย์แผนไทยประยุกต์ได้ที่ระตินัยคลินิก ปทุมธานี (ย่านสามโคก / รังสิต) เรามีบริการดูแลด้วยศาสตร์แผนไทย ทั้งการนวดราชสำนัก ประคบสมุนไพร และอบไอน้ำสมุนไพร เพื่อช่วยดูแลอาการของคุณอย่างตรงจุด
ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายล่วงหน้าได้ที่ โทร: 061-531-3052 | LINE: @ratinai.clinic | book an appointment
เมื่อไรควรพบแพทย์
หากมีอาการปวดศีรษะร่วมกับสัญญาณอันตรายข้อใดข้อหนึ่ง เช่น ปวดรุนแรงเฉียบพลัน แขนขาอ่อนแรง มีไข้ คอแข็ง หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจประเมินและวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆ ที่อาจเป็นอันตราย
สัญญาณเตือนต้องพบแพทย์
- ปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลัน แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
- มีอาการร่วม เช่น แขนขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด
- ปวดศีรษะร่วมกับมีไข้สูง คอแข็ง
- ปวดศีรษะมากขึ้นเรื่อยๆ หรือปวดตอนกลางคืนจนตื่น
- อาการปวดไม่ดีขึ้นหลังทานยาแก้ปวด
คำถามที่พบบ่อย
ปวดศีรษะจากการทำงาน จำเป็นต้องกินยาทุกครั้งไหม?
ไม่จำเป็นเสมอไป หากอาการไม่รุนแรง การปรับพฤติกรรม ยืดกล้ามเนื้อ หรือนวดประคบอาจช่วยได้ แต่หากปวดรบกวนชีวิตประจำวัน การใช้ยาแก้ปวดภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรก็เป็นทางเลือกหนึ่ง
การนวดแผนไทยช่วยเรื่องปวดศีรษะได้จริงหรือ?
การนวดแผนไทย โดยเฉพาะการนวดราชสำนักที่เน้นการกดจุดคลายกล้ามเนื้อ อาจช่วยลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ ซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการปวดศีรษะชนิด Tension-Type ได้ อย่างไรก็ตาม ควรทำโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่เชี่ยวชาญ
ต้องปรับโต๊ะทำงานอย่างไรถึงจะลดอาการปวดคอบ่าได้?
ควรปรับระดับหน้าจอให้ขอบบนอยู่ในระดับสายตา เพื่อไม่ต้องก้มคอ และใช้เก้าอี้ที่มีพนักพิงรองรับหลังช่วงล่างและสะบัก สามารถปรับความสูงให้เท้าวางราบกับพื้น และข้อศอกงอ 90 องศาขณะวางบนที่พักแขนได้
ท่านั่งที่ถูกต้องขณะทำงานเป็นอย่างไร?
นั่งหลังตรงชิดพนักพิง ไม่นั่งหลังค่อมหรือแอ่นหลังมากเกินไป เก็บช่วงคางเล็กน้อยไม่ให้ยื่นไปข้างหน้า และไม่ยกไหล่ ควรปล่อยไหล่ให้สบายและผ่อนคลาย
จุดกดเจ็บ (Trigger Point) เกี่ยวข้องกับอาการปวดศีรษะได้อย่างไร?
จุดกดเจ็บ หรือ Trigger Point คือปมกล้ามเนื้อที่เกิดจากการเกร็งตัวสะสมเป็นเวลานานจนเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงไม่สะดวก เมื่อจุดกดเจ็บนี้เกิดขึ้นบริเวณกล้ามเนื้อคอ บ่า หรือไหล่ มันสามารถส่งสัญญาณความเจ็บปวดร้าว (Referred Pain) ไปยังศีรษะได้ ทำให้เกิดอาการปวดตื้อๆ บีบๆ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของอาการปวดศีรษะจากความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ (Tension-Type Headache) ที่พบบ่อยในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ
นอกจากท่านั่งทำงานแล้ว มีปัจจัยอื่นที่ทำให้ปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อตึงตัวอีกไหม?
มีค่ะ นอกเหนือจากท่านั่งที่ไม่เหมาะสมแล้ว ปัจจัยอื่นที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ คือ ความเครียดจากการทำงาน ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งโดยไม่รู้ตัว, การพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อขาดการซ่อมแซมและฟื้นฟู, และการใช้สายตาจ้องหน้าจอเป็นเวลานานเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาและหน้าผากเกร็งตัวสะสม ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้กล้ามเนื้อตึงและปวดศีรษะได้
- ปวดศีรษะจากการทำงานส่วนใหญ่เป็นชนิด Tension-Type Headache
- สาเหตุหลักคือการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ จากท่านั่งที่ไม่เหมาะสม
- การยืดกล้ามเนื้อและปรับสภาพแวดล้อมการทำงานอาจช่วยป้องกันได้
พร้อมจะดูแลตัวเองหรือยัง?
ปรึกษาแพทย์แผนไทยที่ได้รับใบอนุญาต ระตินัยคลินิก ปทุมธานี
ข้อมูลนี้ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ
ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ด้านสุขภาพ ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์ได้
สรุปสั้น & แชร์ต่อ
คัดลอกหรือส่งต่อให้คนที่บ้านได้ทันทีสรุปสั้น: ปวดศีรษะจากการทำงาน เกิดจากกล้ามเนื้อตึงจริงหรือ? | ระตินัยคลินิก
อาการปวดศีรษะจากการทำงานส่วนใหญ่มักเป็นชนิดปวดจากกล้ามเนื้อตึงตัว (Tension-Type Headache) ซึ่งเกิดจากการเกร็งตัวสะสมของกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ จากท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน การดูแลเบื้องต้นด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือนวดประคบสมุนไพร อาจช่วยบรรเทาอาการได้
ปวดศีรษะจากการทำงาน จำเป็นต้องกินยาทุกครั้งไหม?
ไม่จำเป็นเสมอไป หากอาการไม่รุนแรง การปรับพฤติกรรม ยืดกล้ามเนื้อ หรือนวดประคบอาจช่วยได้ แต่หากปวดรบกวนชีวิตประจำวัน การใช้ยาแก้ปวดภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรก็เป็นทางเลือกหนึ่ง
แชร์ให้ครอบครัว
อาการปวดศีรษะจากการทำงานส่วนใหญ่มักเป็นชนิดปวดจากกล้ามเนื้อตึงตัว (Tension-Type Headache) ซึ่งเกิดจากการเกร็งตัวสะสมของกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ จากท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน การดูแลเบื้องต้นด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือนวดประคบสมุนไพร อาจช่วยบรรเทาอาการได้ อ่านฉบับเต็มจากระตินัยคลินิก ปทุมธานี
บทความที่เกี่ยวข้อง

สมุนไพรรักษาเบาหวาน: หลักฐานวิทยาศาสตร์และข้อควรระวัง
สมุนไพรไทยที่มีงานวิจัยช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้แก่ มะระขี้นก อบเชย กระชายดำ ขมิ้นชัน และฟ้าทะลายโจร แต่ผลลด HbA1c ไม่เกิน 0.3-0.5% และต้องใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบัน ห้ามหยุดยาเองเพราะเสี่ยงน้ำตาลสูงเฉียบพลันและภาวะแทรกซ้อน

เบาหวานหายขาดได้ไหม: ความจริงเรื่อง Diabetes Remission
เบาหวานชนิดที่ 2 สามารถเข้าสู่ระยะสงบ (Diabetes Remission) ได้ในผู้ที่เพิ่งเป็นไม่เกิน 5 ปี โดยลดน้ำหนัก 10-15% ปรับอาหาร และออกกำลังกาย เกณฑ์คือ HbA1c < 6.5% โดยไม่ใช้ยานานกว่า 3 เดือน อย่างไรก็ตามไม่ใช่ "หายขาด" ต้องตรวจติดตามต่อเนื่องเพร

เครื่องวัดน้ำตาลที่บ้าน: เลือก ใช้ และอ่านผลให้ถูกวิธี
เครื่องวัดน้ำตาลที่บ้าน (SMBG: Self-Monitoring of Blood Glucose) ช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานเห็นผลของอาหารและยาทันที ผู้ใช้อินซูลินควรวัด 2-4 ครั้ง/วัน ผู้ใช้ยากินวัด 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ เลือกเครื่องที่อ่านง่าย แถบทดสอบหาง่าย รับประกัน อย. และเทียบ

ยา Metformin คืออะไร: วิธีกิน ผลข้างเคียง และข้อควรระวัง
Metformin เป็นยาตัวแรกที่แพทย์เลือกใช้ในเบาหวานชนิดที่ 2 เพราะปลอดภัย ไม่ทำให้น้ำตาลต่ำเมื่อใช้เดี่ยว และช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ขนาดเริ่มต้น 500 mg วันละ 1-2 ครั้งหลังอาหาร ค่อย ๆ เพิ่มสูงสุด 2,000 mg/วัน ลด HbA1c ได้ 1-2%

คู่มือฉีดอินซูลินที่บ้าน: เทคนิค ตำแหน่งฉีด และข้อควรระวัง
การฉีดอินซูลินที่บ้านทำได้ง่ายด้วยปากกาอินซูลิน (Insulin Pen) ฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา หรือสะโพก หมุนตำแหน่งทุกครั้งเพื่อป้องกัน Lipohypertrophy อินซูลินที่ใช้แล้วเก็บอุณหภูมิห้องได้ 28 วัน ส่วนขวดที่ยังไม่เปิดต้องเก็บใน

เช็กลิสต์พบหมอเบาหวาน: เตรียมตัวอย่างไรให้คุ้มที่สุด
การพบหมอเบาหวานควรนำผลตรวจ HbA1c, บันทึกน้ำตาล 1-3 เดือน, รายการยาที่ใช้, บัตรประชาชนและบัตรนัด ผู้ป่วยที่คุมได้ดีพบแพทย์ทุก 6 เดือน หากคุมไม่ได้ทุก 3 เดือน เตรียมคำถามไว้ล่วงหน้าเพื่อใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด